
บริหารเชิงรุก
รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการรายงานสถานการณ์ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554 จนถึงเดือน มิ.ย. 2556 พบว่า ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญทั้งการส่งออก การลงทุน การบริโภค เติบโตในอัตราชะลอลงหมด มีเพียงราคาสินค้าเท่านั้นที่ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ อธิบายง่ายๆ คือ เศรษฐกิจไม่ดี แต่สินค้าแพงนั่นเอง
รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการรายงานสถานการณ์ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554 จนถึงเดือน มิ.ย. 2556 พบว่า ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญทั้งการส่งออก การลงทุน การบริโภค เติบโตในอัตราชะลอลงหมด มีเพียงราคาสินค้าเท่านั้นที่ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ อธิบายง่ายๆ คือ เศรษฐกิจไม่ดี แต่สินค้าแพงนั่นเอง
รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ดูเหมือนจะมีผลงานในหลายด้าน แต่เอาเข้าจริงหากวัดผลเป็นดัชนีเศรษฐกิจจะเห็นได้ว่า ไม่สอดคล้องกัน
รัฐบาลดำเนินนโยบายเศรษฐกิจผ่านโครงการประชานิยมที่ได้สัญญากับประชาชนไว้หลายเรื่อง เช่น การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศ โครงการรับจำนำข้าว โครงการบัตรเครดิตเกษตรกร โครงการเหล่านี้รัฐบาลดำเนินการตามสัญญาอย่างเข้มแข็ง แต่การบริหารเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ นั้น ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรใหม่
ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ถนัดทำงานในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก การดำเนินนโยบายของรัฐบาลหลายเรื่องจะสร้างปัญหาต่อเนื่อง อย่างเช่นการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะรับภาระไม่ไหว รัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือ หรือการส่งออกหดตัวอย่างรุนแรงเพราะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีนทรุดตัว อเมริกาและสหภาพยุโรปยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาลก็ไม่ได้มีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างที่รัฐบาลทำงานช้าอย่างเห็นได้ชัดคือ การแก้ไขปัญหาความเชื่อมั่นในการค้าข้าว รัฐบาลไม่สนใจแก้ไขปัญหา ปล่อยให้คนลือกันไปต่างๆ นานาถึงข้าวที่รัฐบาลรับจำนำไว้มีการรมยาฆ่าแมลงนานเกินจนอาจจะเป็นพิษต่อผู้บริโภค หรือมีข้าวเน่าปนมากับข้าวถุง แทนที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะออกมาพิสูจน์ ทำความจริงให้ประจักษ์แก่ประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว กลับปล่อยให้สถานการณ์บานปลายข่าวลือแพร่กระจายออกไปต่างประเทศ จนทำให้ตลาดข้าวส่งออกเสียหาย แล้วจึงมารีบแก้ไขปัญหาในขณะนี้
ดูเหมือนรัฐบาลจะรอการลงทุน 2 ล้านล้านบาทในโครงการเมกะโปรเจกต์ มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินก้อนนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แม้กฎหมายจะผ่านสภาก็ตาม เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนกว่าจะใช้เวลาเบิกจ่ายอย่างต่ำก็ครึ่งปี กว่าจะถึงวันนั้นเศรษฐกิจก็จะทรุดลงไปอีก หากไม่มีการทำอะไร
ภาวะเศรษฐกิจที่เป็นขาลง จำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อชะลอการไหลลงของเศรษฐกิจให้ค่อยเป็นค่อยไป ให้ภาคเอกชนและประชาชนปรับตัวไป ผลกระทบก็จะไม่รุนแรง แต่หากรัฐบาลยังเกียร์ว่าง ปล่อยให้เวลาคลี่คลายปัญหาเอง เศรษฐกิจทรุดลงแรงแล้ว กว่าจะใช้เวลาทำกลับมาให้ดีขึ้นได้จะนานกว่าประคองมาก







