posttoday
ส่วนร่วมพลิกโฉม กทม.

ส่วนร่วมพลิกโฉม กทม.

17 กรกฎาคม 2556

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อต้นปีนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นมากที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ชนะด้วยคะแนน 1.25 ล้านเสียง สูงเป็นประวัติการณ์ แต่พรรคเพื่อไทยก็ตีตื้นเหยียบล้านเป็นครั้งแรกใน กทม. และแพ้ไม่ถึง 2 แสนคะแนน

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อต้นปีนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นมากที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ชนะด้วยคะแนน 1.25 ล้านเสียง สูงเป็นประวัติการณ์ แต่พรรคเพื่อไทยก็ตีตื้นเหยียบล้านเป็นครั้งแรกใน กทม. และแพ้ไม่ถึง 2 แสนคะแนน

หลายฝ่ายโดยเฉพาะแนวร่วมที่เลือก ปชป.เพียงเพราะรับพรรคเพื่อไทยไม่ได้ จึงมีความคาดหมายสูงมากว่าเที่ยวนี้ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องมีผลงานที่โดดเด่น รวดเร็ว และจับต้องได้

ผ่านไป 5 เดือน มีสิ่งที่ประชาชนได้เห็นแล้ว เช่น การลดราคาค่าโดยสาร BRT และ BTS อ่อนนุช ลดดอกเบี้ยโรงรับจำนำ และการเพิ่มจุดบริการงานทะเบียน แต่จะคาดหมายอะไรได้อีกบ้าง?

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปสังเกตการณ์ประชุมเชิงปฏิบัติการ “Bangkok Renewal & Innovation Workshop” ของสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ภายใต้มูลนิธิควง อภัยวงศ์ จัดโดยการสนับสนุนจาก กทม. และเครือข่าย Future Urban NetworkFUN เป็นการระดมความคิดอย่างเข้มข้นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน อาทิ ตัวแทนชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ สถาปนิก ภาคธุรกิจ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารท้องถิ่น และกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ แบ่งย่อยเป็น 5 ประเด็น

1.“ย่านเมืองเก่าชีวิตใหม่” (Urban Regeneration) พื้นที่ยุทธศาสตร์นำร่อง คือ ย่านราชประสงค์ ที่จะพัฒนาการเชื่อมโยงการสัญจรที่หลากหลายและบูรณาการการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ กับย่านตลาดพลูที่จะอนุรักษ์เอกลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการพัฒนาตามศักยภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวที่สอดรับกับวิถีชุมชน ย่านนี้จะมีรถไฟฟ้าจึงต้องรีบดำเนินการก่อนที่ภาคเอกชนจะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แผนปฏิบัติการช่วงแรกควรจะเห็นผลใน 1 ปี

2.“เครือข่ายพื้นที่เมืองสีเขียว” เป็นการพัฒนาทั้งปริมาณและคุณภาพด้วยการเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวต่างๆ ทั้งสวนสาธารณะ สวนหย่อม ทางเดินริมคลอง เส้นทางจักรยาน พื้นที่ใต้ทางด่วน และพื้นที่สีเขียวอื่นๆ รวมถึงสวนหลังคา เกษตรอินทรีย์บนหลังคา และการขอความร่วมมือให้เปลี่ยนกำแพงทึบเป็นรั้วโปร่งเพื่อขยายบรรยากาศสีเขียว เช่น ของวัดปทุมฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

โดยจะส่งเสริมระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติในเมืองควบคู่กันไป มีการสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชน และจะให้ความสำคัญแก่ผู้สัญจรและผู้ใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะมากกว่ายานยนต์ส่วนบุคคล พื้นที่ยุทธศาสตร์คือ แยกปทุมวันราชประสงค์คลองแสนแสบพระราม 4 และพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์คลองผดุงกรุงเกษม

3.การจัดการพื้นที่ทางเท้าให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ กทม.มีทางเท้าตามมาตรฐานสากล และจัดระเบียบธุรกิจบนทางเท้าภายในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี จะมีการสำรวจสถานการณ์ธุรกิจทางเท้าในแต่ละพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ และหาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการค้าขาย โดยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์ คือ ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โบ๊เบ๊ คลองหลอด และสยามสแควร์ ประเด็นนี้ร้อนสุด ผู้นำเสนอย้ำว่าต้องมีการตั้งเป้า ควบคุม ติดตาม และรายงานผล

ปัจจุบันทางเท้าจำนวนมากถูกครอบครองโดยธุรกิจนอกระบบ เช่น หาบเร่ แผงลอย หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอิทธิพลที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่หวาดกลัว ทางออกมีตั้งแต่การสร้างเครือข่ายประชาสังคมเพื่อคานอำนาจกับผู้มีอิทธิพล ใช้สื่อเป็นผู้สอดส่องดูแลและตรวจสอบ จนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

4.“ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นกระบวนการร่วมระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น ศิลปิน และเอกชน เป้าหมายคือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการจ้างงานแก่ชุมชนต่างๆ ในบริเวณโดยรอบ พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ย่านนางเลิ้ง คลองสาน ตลาดน้อย และคลองบางหลวง ด้านอุตสาหกรรมสื่อและงานสร้างสรรค์เฉพาะทาง เช่น ทาวน์อินทาวน์ และจตุจักร พื้นที่นำร่อง คือ ย่านนางเลิ้ง

มีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมแนวทางจัดการความเสี่ยงในการพัฒนา เช่น การแทรกแซงจากกลุ่มธุรกิจ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินและค่าเช่า การถูกยกเลิกสัญญาการเช่า และความเสื่อมของเอกลักษณ์ชุมชน

5.“กองทุน/มูลนิธิสิ่งแวดล้อมชุมชน” เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกันของ กทม. เอกชน และชุมชน ทั้งในส่วนของการจัดการขยะ มลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองและน้ำเสีย โดยใช้การจัดการเชิงรุกและการป้องกันมากกว่าการตามแก้ปัญหา ซึ่งหลายจุดได้ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะภาครัฐไม่สามารถจัดการเองได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนด้วย พื้นที่นำร่อง 6 แห่ง คือ ย่านคลองลัดมะยม (ตลิ่งชัน) คลองบางกอกใหญ่ คลองมอญ คลองสวนหลวง(เขตบางคอแหลม) ย่านคลองจระเข้ขบ (เขตประเวศ) และย่านคลองประเวศบุรีรมย์ (เขตลาดกระบัง)

ในวันสุดท้ายของการประชุมเชิงปฏิบัติการ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าร่วมฟังผลสรุปการประชุมกับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ผู้ว่าฯ รับปากว่าจะสนับสนุนทุกเรื่อง และตอบประเด็นปัญหาอิทธิพลว่า ตนไม่กลัวอำนาจมืดใดๆ

แม้บางอย่าง กทม.อาจจะได้เริ่มทำไปแล้ว แต่แผนปฏิบัติการที่ได้มาย่อมมีคุณภาพสูงกว่าที่ กทม.จะทำเองฝ่ายเดียว นอกจากนี้ยังจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบการดำเนินงานและงบประมาณด้วยเพราะการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียจากภายนอก

แผนเหล่านี้จะพลิกโฉม กทม.ได้แค่ไหน? ต้องติดตามดูกันต่อไป ถ้าปฏิบัติได้จริงก็จะโดดเด่นตามความคาดหวัง เป็นประโยชน์ทั้งกับชาว กทม. และเศรษฐกิจประเทศไทย อีกทั้งจะมีนัยสำคัญทางการเมืองด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท