
ชี้ลดสัดส่วนช่องข่าวเปิดทางผู้ประมูลตีตั๋วเด็ก
ทีดีอาร์ไออัด กสท.ปรับสัดส่วนช่องข่าว เปิดทางผู้ประกอบการตีตั๋วเด็กประมูลทุนต่ำทำช่องวาไรตี้
ทีดีอาร์ไออัด กสท.ปรับสัดส่วนช่องข่าว เปิดทางผู้ประกอบการตีตั๋วเด็กประมูลทุนต่ำทำช่องวาไรตี้
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับมติของที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ลดสัดส่วนเนื้อหารายการข่าวของช่องข่าวจาก 75% เหลือ 50% เพราะเท่ากับว่าช่องข่าวและช่องทั่วไปมีเนื้อหาที่ไม่ต่างกัน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะประมูลช่องข่าวที่มีต้นทุนต่ำกว่า แล้วไปแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจมากขึ้น
“เท่ากับผู้ประกอบการสามารถตีตั๋วเด็ก แต่ไปทำธุรกิจของผู้ใหญ่ได้ เพราะช่องข่าวมีต้นทุนต่ำกว่าช่องวาไรตี้ แต่สัดส่วนข่าวถูกลดทอนเหลือ 50% ก็แทบจะไม่แตกต่างกับช่องวาไรตี้เลย ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะช่องข่าวก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นช่องข่าวที่จะต้องเน้นการนำเสนอรายการที่มีเนื้อหาสาระในสัดส่วนที่มากกว่า” นายสมเกียรติ กล่าว
สำหรับกรณีที่ กสท.ระบุว่าหวั่นจะซ้ำรอยไอทีวีนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้ประกอบการที่พร้อมจะเข้าประมูลช่องข่าวมีมากกว่าจำนวน 7 ช่องที่เปิดประมูล ดังนั้น กสท.จึงไม่จำเป็นต้องปรับลดสัดส่วนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีผู้เข้าร่วมประมูลมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังกังวลในเรื่องของช่องสาธารณะที่จะเป็นแค่นิยามว่าเป็นช่องสาธารณะ เพราะในความเป็นจริงกลับกลายเป็นช่องของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ในอนาคตจะมีช่องที่เป็นเหมือนช่อง 11 ในปัจจุบันทั้ง 12 ช่อง คือ ไม่ใช่ช่องที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง และเท่ากับว่าการปฏิรูปสื่อไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก
“ในฐานะที่อยู่ในทีมร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ยอมรับว่ามีนายทหารมาล็อบบี้ ในช่องสาธาณะประเภทที่ 2 ที่ กำหนดไว้ให้เป็นช่องเพื่อความมั่นคง คือ กองทัพบก และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องโฆษณาได้เท่าที่เพียงพอต่อการประกอบการ ซึ่งถือเป็นจุดบอดของกฎหมายฉบับนี้” นายสมเกียรติกล่าว
อย่างไรก็ตาม อยากให้การปรับลดสัดส่วนเนื้อหาของช่องข่าวถูกบรรจุอยู่ในร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (ทีวีดิจิตอล) ประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ พศ. ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมบอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดใหญ่ วันที่ 17 ก.ค.นี้ทบทวนอีกครั้ง
ขณะที่ประเด็นอื่นๆ ที่น่า เป็นห่วง คือ ต้นทุนค่าเช่าโครงข่าย (มัลติเพลกเซอร์) สูงเกินไป โดยได้มีกาคำนวณว่าหากราคาค่าเช่าอยู่ที่ปีละ 50 ล้านบาทต่อช่อง ผู้ให้บริการจะมีกำไร 50% และถูกผูกขาดจากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเพียงไม่กี่ราย จึงควรเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมแข่งขันด้วย
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ... กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ประโยชน์สาธารณะจากการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการทีวีดิจิตอล” ที่จัดขึ้นโดยวุฒิสภา ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า กสทช.กำหนดราคาประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่องต่ำเกินไป รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากเร่งรีบประมูลอาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้ และอาจถูกกล่าวหามีการฮั้วประมูลขึ้นมาได้
ทั้งช่องเด็ก ราคา 140 ล้านบาท รวมระยะเวลาประมูล 15 ปีเฉลี่ยต้องจ่ายให้แก่ กสทช.ปีละ 9 ล้านบาท ส่วนช่องข่าว ช่องวาไรตี้เอสดี และช่องวาไรตี้ ความคมชัดสูง (เอชดี) ก็ต่ำเช่นกัน
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า หากปรับลดสัดส่วนช่องข่าว ควรปรับราคาประมูลใหม่ด้วยการปรับสัดส่วนช่องข่าวใหม่ที่ให้มีเนื้อหาข่าวอยู่ที่ 50% จากเดิมอยู่ที่ 75% มีผลต่อราคาตั้งต้นการประมูลช่องข่าว ที่กำหนดไว้ 220 ล้านบาท ควรมีการปรับราคาใหม่ เพราะเนื้อหาของข่าวที่ลดน้อยลง ดังนั้นการกำหนดราคาประมูลใหม่ อาจทำให้แผนประมูล ทีวี ดิจิตอล ล่าช้าไป แต่การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายและนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์อย่างรอบคอบ จะมีผลดีต่อการประมูลมากที่สุด







