
เปิดสมัยสามัญฯ 5 ปมร้อนรอเผา "รัฐบาล"
การเมืองขณะนี้ต้องเรียกว่าเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลัง เพราะอีกเพียง 2 สัปดาห์จะถึงสมัยประชุมสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมืองขณะนี้ต้องเรียกว่าเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลัง เพราะอีกเพียง 2 สัปดาห์จะถึงสมัยประชุมสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค. ซึ่งไม่ต่างอะไรกับช่วงชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาล
“สมัยประชุมสามัญทั่วไป” มีความสำคัญตรงที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถพิจารณาระเบียบวาระได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ต่างกับสมัยนิติบัญญัติที่กำหนดให้รัฐสภาพิจารณาได้เฉพาะร่างกฎหมายเท่านั้น และเมื่อพลิกดูวาระร้อนสมัยประชุมที่กำลังจะเปิดขึ้นนี้ จะพบว่าแต่ละเรื่องนั้นล้วนเกี่ยวพันกับอนาคตของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ
1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ขณะนี้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของรัฐสภาได้ดำเนินการแก้ไขถ้อยคำในร่างแก้ไข 3 ฉบับเสร็จเรียบร้อย ทั้งในส่วนมาตรา 68 ว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงที่มาของ สว. ให้มาจากการเลือกตั้งหมด
ขั้นตอนต่อไป รัฐสภาจะลงมติในวาระ 2 ทีละมาตรา ซึ่งคาดว่าน่าจะผ่านไปได้ แต่มีการประเมินจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจมีคำสั่งออกมาให้รัฐสภาชะลอการลงมติในวาระที่ 3 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยในคำร้องที่ได้มีผู้ยื่นเอาไว้ก่อนหน้านี้
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใดย่อมมีผลต่อบรรยากาศการเมือง กล่าวคือ ถ้าศาลให้รัฐสภาแก้ไขเป็นรายมาตราทำได้จะเป็นโอกาสให้พรรคเพื่อไทยใช้ช่องทางนี้แก้รัฐธรรมนูญในประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมอีก หรือถ้าศาลเห็นว่าการแก้รายมาตรามิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและมีคำสั่งยุบพรรคย่อมมีผลให้การเมืองอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อีก
2.ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท กระบวนการพิจารณาในสภายังไม่น่าห่วงเท่ากับนอกสภา เนื่องจากฝ่ายค้านและ สว. บางส่วนเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ทันทีที่กฎหมายผ่านสภา หลังจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้มีความเห็นก่อนหน้านี้ว่าการตราร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวถือเป็นกระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณ ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 169
ถ้ากฎหมายต้องมีอันเป็นไป สถานะของรัฐบาลย่อมเกิดความสั่นคลอนและเป็นแรงกดันให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
3.ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองและนิรโทษกรรม กฎหมายสองฉบับนี้เสนอโดย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รมว.แรงงาน และ “วรชัย เหมะ” สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ตามลำดับ จะว่าไปแล้วยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าจริงหรือไม่
เป็นเพราะเนื้อหาของกฎหมายยังมีความสุ่มเสี่ยงต่อการนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งจะนำมาซึ่งความขัดแย้งได้เหมือนเมื่อครั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเวอร์ชั่น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ และยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องการรักษาอุณหภูมิทางการเมืองให้สงบเพื่อทำงานใหญ่อย่างการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทด้วยแล้ว ย่อมมีผลให้พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไม่เล่นของสูง
อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธเล่นของสูงของพรรคเพื่อไทยอาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในพรรค ภายหลังแกนนำเสื้อแดงเล่นบทเหี้ยมให้พรรคต้องช่วยเหลือมวลชนด้วยการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ถึงที่สุดแล้วก็ยังคาดเดาอะไรกับการเอาจริงเอาจังกับแกนนำเสื้อแดงไม่ได้ จะเห็นได้ว่าหลายครั้งแล้วที่พรรคบอกปัดช่วยมวลชนตัวเอง แต่บรรดาแกนนำก็ยอมอ่อนให้ทุกครั้ง
4.ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ถือเป็นงานเบาที่สุดของรัฐบาล เพราะถึงอย่างไรก็ผ่านสภาได้อย่างฉลุย
เพียงแต่การอภิปรายกฎหมายงบประมาณวาระที่ 2 และ 3 ในสภาจะกลายเป็นเวทีให้พรรคประชาธิปัตย์เปิดแผลรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ซึ่งกำลังมาประจวบเหมาะพอดีกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในช่วงชะลอตัวและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น อันเป็นสถานการณ์สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลเคยประกาศเอาไว้ว่าจะหามาตรการกระชากค่าครองชีพของประชาชนให้ลดลงมา
5.การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากการพิจารณากฎหมายงบประมาณเป็นงานเบาที่สุดของรัฐบาลแล้ว คงต้องบอกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ งานหนักที่สุดของรัฐบาล
โดยความหินไม่ได้อยู่ที่การคุมเสียงข้างมากในสภา แต่ไปอยู่ตรงที่โจทย์ของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะใช้ประเด็นไหนเป็นอาวุธสำหรับขยายแผลทุจริตในรัฐบาล ซึ่งปีที่ผ่านมาฝ่ายค้านสามารถหยิบความไม่ชอบมาพากลจากโครงการรับจำนำข้าวจนสามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับกระทรวงจนต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้ในเวลาต่อมา
ดังนั้น ถ้าศึกซักฟอกรอบนี้ฝ่ายค้านทำงานยิงปืนตรงเป้าได้เหมือนกับที่ผ่านมา แน่นอนว่ารัฐบาลอาจจะหนีไปตั้งหลักผ่านการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
ขณะที่ในทางกลับกันรัฐบาลสามารถผ่านทุกด่านในสมัยประชุมสามัญทั่วไปทั้งหมดนี้ไปได้ คงจะไม่มีอุปสรรคอะไรที่จะมาขัดขวางให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ อยู่ในอำนาจไม่ครบเทอมอีก เว้นเสียแต่ว่าจะแพ้ภัยตัวเอง







