
อายัดทรัพย์แก๊งโกงภาษี4พันล้าน
ดีเอสไอเตรียมเดินหน้าอายัดทรัพย์กลุ่มยื่นขอคืนภาษีเป็นเท็จในรอบปี55-56 มูลค่าความเสียหายกว่า 4,000ล้าน
ดีเอสไอเตรียมเดินหน้าอายัดทรัพย์กลุ่มยื่นขอคืนภาษีเป็นเท็จในรอบปี55-56 มูลค่าความเสียหายกว่า 4,000ล้าน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็นประธานการประชุมเรื่องความคืบหน้าการดำเนินคดีโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) โดยมี นางศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิบดีดีเอสไอ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง นายประสิทธิ์ สืบชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังและประธานคณะกรรมการในการสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ร.ต.อ.สุวนีย์ แสวงผล รองเลขาฯสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) นางลัดดาวัลย์ ภูมิวานิช รอง ผบ.สำนักคดีภาษีอากร และนายชวลิต ก้อนทอง ผอ.ส่วนคดีภาษีอากร3 โดยใช้เวลาในการประชุมนานกว่า1ชม.
นายธาริต กล่าวภายหลังการประชุมว่า สืบเนื่องจากกระทรวงการคลัง ได้มาร้องทุกข์ที่ดีเอสไอเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดซึ่งมีพฤติการณ์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ ในระหว่างรอบปี 2555-2556 มูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีดังกล่าวทางดีเอสไอได้รับไว้เป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.56
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวนั้นมีการสำแดงต้นทุนเศษโลหะที่รับซื้อถึงก.ก.ละ600บาท แต่จากการตรวจสอบพบว่าเศษโลหะก.ก.ละ11บาทเท่านั้น ทั้งนี้ ดีเอสไอได้ดำเนินให้สั่งอายัดเงินในส่วนของนิติบุคคล53ราย บุคคลธรรมดา 50 ราย รวมไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก4ราย และนอกเหนือกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว อาจะมีญาติและยังมีผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งภายในวันพรุ่งนี้(17ก.ค.)ช่วงเที่ยงดีเอสไอจะส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับรองเลขาปปง.เพื่อที่ให้รีบทำการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมและให้ส่งผลกลับมายังดีเอสไอเพื่อแจ้งให้ทราบและเราจะสั่งอายัดเพิ่มเติมทุกรายโดยไม่มีการยกเว้น ยืนยันว่าทำการโดยโปร่งใสและตรงไป ตรงมา ทั้งนี้จากการหารือของทั้ง 3หน่วยงาน ภายในปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้าจะขอศาลอนุมัติออกหมายจับกลุ่มตัวการใหญ่ๆที่อยู่เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตาม นิติบุคคลที่ปรากฏชื่อใน 53ราย ล้วนเป็นชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่อง รู้ราว ทางดีเอสไอจะพิจารณากันตัวไว้เป็นพยาน โดยจะเน้นดำเนินคดีกับตัวจริงเป็นหลักพร้อมกันนี้ จะได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องด้วย
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมมีมติขอรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอย่างเป็นทางการ ซี่งดีเอสไอจะได้รับรายชื่อภายในวันพรุ่งนี้และดีเอสไอจะใช้อำนาจในการอายัดเงินเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วและไม่ล่าช้ากว่ากำหนดเวลาที่เหลืออีก 1เดือนแน่นอน
นายธาริต กล่าวว่า จากการหารือกัน3หน่วยงานถือว่าการกระทำของกลุ่มดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ระงับยับยั้งไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นมาอีก โดยพบ 2สาเหตุ คือ 1ฉ้อโกงการทำเอกสารสิทธิ์เป็นเท็จของภาคเอกชนชัดเจนที่กระทำเป็นกลุ่ม โดยวางแผนอย่างแยบยลทุกมิติและช่องทางฉ้อโกงเอาเงินของรัฐมาเป็นประโยชน์ของตนเองจำนวน 4,000กว่าล้าน ส่วนภาครัฐเราพบ 3มิติ นั้น คือช่องว่างระเบียบข้อบังคับบางอย่างซึ่งจากการดำเนินคดีร่วมกัน 3ฝ่าย เมื่อดำเนินการจัดการจบก็จะมีข้อเสนอเพื่อนำเสนอไปสู่การแก้ระเบียบข้อบังคับปิดช่องว่าง นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 2หน่วยงาน คือ กรมศุลกากรกับกรมสรรพากร น่าจะมีปัญหาเรื่องช่องว่างประสานงานในเรื่องนี้ ซึ่งเห็นว่าจะต้องทำงานอย่างไร้รอยต่อและเมื่อมีช่องว่างก็จะเกิดการช่องว่างการทุจริต ขณะที่ยืนยันได้ว่าเรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน
สำหรับจำนวนเงิน 4พันล้านบาทนั้น อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า อยู่ระหว่างร่วมกันตรวจสอบและติดตามว่าเงินไปอยู่ที่ไหน อย่างไร ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเราคงไม่สามารถติดตามเงินกลับมาได้ทั้งหมด เพราะกลุ่มขบวนการอาชญกรทางเศรษฐกิจนี้เมื่อได้รับเงินจะมีการยักย้าย ถ่ายเท หรือโอนเงินอย่างรวดเร็ว แต่พวกเราหวังว่าจะยับยั้งให้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสุดท้าย ซึ่งพฤติกรรมกลุ่มอาชญากรทางเศรษฐกิจนี้ มีการแจ้งเอกสารเท็จมูลค่าส่งออกมากกว่าความเป็นจริงถึง 60 เท่า โดยราคาเศษเหล็ก 11 บาท แต่สำแดงสินค้าเท็จราคา 600 บาท
ส่วนกลุ่มผู้กระทำความผิดยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่นั้น นายธาริต กล่าวว่า บางคนอาจจะยังอยู่ในประเทศ ขณะที่บางคนอาจจะหลบหนีออกไปต่างประเทศแล้ว ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อคนผิดได้ ขณะที่ในส่วนของข้าราชการที่ร่วมกระทำความผิดนั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกติอยู่ครบ โดยไม่มีใครหายไป ทั้งนี้ ภายในวันพรุ่งนี้ดีเอสไอจะมีการอายัดบัญชีข้าราชการทุกรายที่สงสัยเกี่ยวข้องว่าการกระทำความผิดเพื่อทำการตรวจสอบ โดยกลุ่มนี้มีประมาณ 10 คน กลุ่มแรกที่ดีเอสไอจะขอศาลออกหมายจับพยานจะต้องมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ซึ่งขบวนการดังกล่าวกระทำความผิดไม่ต่ำกว่า 2 ปี
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ายังมีขบวนการแจ้งว่าดำเนินธุรกิจส่งออกประเภทอื่นที่ทำเอกสารเท็จขอคืนภาษีจากรัฐแต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า สำหรับข้อหาการกระทำความผิดที่ออกหมายจับขบวนการดังกล่าว มี 2ข้อหา คือการฉ้อโกงเงินของแผ่นดินในส่วนของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง รวมทั้งทำเอกสารเท็จและปลอม
แต่ในส่วนของชาวบ้านที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นจะตัดสินจากการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนา หากชาวบ้านไม่ได้มีส่วนจับเงิน โอนเงินไปให้ใคร หรือรับเช็คเงินคืนภาษี หรือเป็นคนนำเงินเข้าบัญชีเอง แต่ในทางตรงข้ามหากใครเข้าไปเกี่ยวข้องโดยถ่ายเท ยักย้ายเงิน มีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้อง ก็จะชี้เจตนาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็จะต้องถูกดำเนินคดีด้วย ทั้งนี้จะมีการประชุมของ 3หน่วยงาน ในวันจันทร์นี้ (29 กค.)เวลา 14.00 น.อีกครั้ง เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว
รองเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า สำนักงานปปง.ได้รับหนังสือจากดีเอสไอเพื่อขอความร่วมมือในการตรวจสอบธุรกรรมและวิเคราะห์ทางการเงินของกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่ทุจริตในการขอคืนภาษี ซึ่งดูจากข้อมูลพยานเอกสารที่ส่งไปแล้ว เราพบว่าน่าจะมีความผิดฐานฉ้อโกง รวมไปถึงการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ ซึ่งความผิดทั้ง 2ประการ จะเป็นความผิดเข้าข่ายตามมูลฐานพรบ.การฟอกเงิน หลังปปง.ทำการวิเคราะห์เสร็จจะส่งรายงานแจ้งให้ดีเอสไอทราบต่อไป
นางศิวพร กล่าวอีกว่า การดำเนินการครั้งนี้เชื่อว่าหากไม่มีความร่วมมือของทั้ง 3หน่วยงานดำเนินการยับยั้งการกระทำความผิดของกลุ่มดังกล่าว เชื่อว่าตัวเลขความเสียหายต่อรัฐจะมีจำนวนมากกว่า 4,000ล้านบาท ที่พบอยู่ในขณะนี้ โดยกลุ่มนี้ก็จะคงไม่หยุดดำเนินการโกงเงินประเทศ
นายรังสรรค์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ติดตามข้อเท็จจริงกรณีสำแดงเท็จและอ้างว่าส่งสินค้าไปขายต่างประเทศมานานแล้ว และกำลังติดตามการส่งออกสินค้าประเภทอื่นที่มีมูลว่าเป็นการสำแดงเท็จเพื่อฉ้อโกงภาษีอีก แต่ยังไม่ขอเปิดเผยเพราะเกรงว่าผู้ต้องสงสัยจะไหวตัวทัน สำหรับการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่ปลัดกระทรวงการคลังตั้งขึ้นคาดว่าจะสรุปสำนวนส่งให้ได้ภายใน 90 วัน







