
ปูเน้นทูต-กงสุล-ผู้ว่าฯเตรียมพร้อมก่อนเปิดเออีซี
นายกฯย้ำทูต-กงสุล-ผวจ.เตรียมพร้อมและคำนึงถึง 3 เสาหลักก่อนเปิดอาเซียน ฝากผู้ว่าฯไปศึกษาความต้องการเพื่อนบ้านเพื่อดันสินค้าโอท็อป
นายกฯย้ำทูต-กงสุล-ผวจ.เตรียมพร้อมและคำนึงถึง 3 เสาหลักก่อนเปิดอาเซียน ฝากผู้ว่าฯไปศึกษาความต้องการเพื่อนบ้านเพื่อดันสินค้าโอท็อป
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมร่วมระหว่างเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียน กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดประชาคมอาเซียน และต้องคำนึงถึง 3 เสาหลัก คือ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองข้อกฎหมาย
โดยเฉพาะเศรษฐกิจต้องมอง 2 มิติ คือ กายภาพ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ นอกจากนี้ กฎระเบียบถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในอนาคตจะมีการถ่ายเทสินค้ารวมถึงแรงงาน ดังนั้น ต้องคำนึงถึงความเป็นสากล
“อยากฝากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปศึกษาในเรื่องวัฒนธรรม เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของแต่ละประเทศ เพราะจะนำไปสู่โอกาสในการนำสินค้าโอท็อปไปพัฒนาและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน”น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
ด้านนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลเน้นการเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและต่างประเทศ การแก้ไขปัญหาตามแนวพรมแดนผ่านกระบวนการทางการทูต บนพื้นฐานของสนธิสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งทั้งภายในและภายนอกประเทศ การสร้างความพร้อมความเข้มแข็งทางด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งกระทรวงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลในลักษณะ Outside-in และ Inside-out โดยเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียน กับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด จะได้แสดงความคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานอย่างบูรณาการ
ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากการประชุมเอกอัครราชทุตและกงสุลใหญ่ประจำประเทศลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม ที่มีขึ้นก่อนหน้านี้ โดยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์เชิงรุกของประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อคิดเห็น เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558
ทั้งนี้ ประเทศไทยเหลือเวลาไม่ถึง 3 ปี ในการเตรียมการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดต่อการเชื่อมโยงระหว่างชายแดน ซึ่งการบูรณาการของทั้ง 2 กระทรวงต้องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อการเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งในแง่ของการขยายการค้า การลงทุนในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ต้องรับมือกับความท้าทาย สิ่งที่จะเกิดจากการเชื่อมโยงดังกล่าว อาทิ ปัญหาการค้ามนุษย์ ยาเสพติด ซึ่งกระทรวง จึงต้องจัดประชุมเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ ให้รู้เขา รู้เรา โดยในส่วนกระทรวงการต่างประเทศเอง ได้ประชุมหารือกับทูตและกงสุลใหญ่ เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา และได้เน้นย้ำเรื่องการขายสินค้าเกษตร ที่ต้องรู้ว่าเขาบริโภคอะไร ปลูกอะไร ตลาดส่งออกอยู่ที่ใด การประชุมวันนี้ (16ก.ค.) ก็จะได้รับทราบถึงมุมมองของเอกชนในการเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย







