
ฉะ...พระผู้ใหญ่เลอะไม่แพ้เณรคำ
ปรากฏการณ์ “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” ฉาวสะเทือนแผ่นดิน ทำให้เกิดคำถามจากพุทธศาสนิกชนมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกับวงการสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์มีพฤติกรรมเช่นนี้
โดย...สุภชาติ เล็บนาค/กวินภพ พันธุฤกษ์
ปรากฏการณ์ “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” ฉาวสะเทือนแผ่นดิน ทำให้เกิดคำถามจากพุทธศาสนิกชนมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกับวงการสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์มีพฤติกรรมเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ต่อไปอย่างไร
โพสต์ทูเดย์มีโอกาสสัมภาษณ์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม และผู้ก่อตั้งเสมสิกขาลัย ผู้คร่ำหวอดในแวดวงเรื่องพระสงฆ์เป็นอย่างดี
สุลักษณ์ มองว่า เรื่องของเณรคำถือเป็นปลายเหตุของปัญหาวงการพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด เพราะเณรคำเป็นเพียงเด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยคนหนึ่งเท่านั้น ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือพระชั้นผู้ใหญ่ที่ขณะนี้จะนิมนต์ไปฉันเพล ไปสวดเพล ต้องมีถวายอย่างน้อย 1 แสนบาท ขณะที่พระราชาคณะจะไปสวด ไปเทศน์ ก็ต้องถวายปัจจัยอย่างน้อย 1 หมื่นบาท ทำให้พระมีทรัพย์สินมากเกินความจำเป็น
“เดิมสังคมไทยเป็นสังคมเกษตร พระพึ่งชาวบ้าน ชาวบ้านพึ่งพระ พอพระทำตัวไม่ดีกลายเป็นอลัชชีเมื่อใด ชาวบ้านก็สึกพระเอง แต่พอสังคมไทยถูกทำให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม ก็ทำลายพื้นฐานทั้งหมด ชาวบ้านทิ้งเมืองมาอยู่กรุงเทพฯ หมด ชนบทก็ไม่มีคน หลายวัดในชนบทไม่มีพระ บางแห่งต้องเอาคนแก่อายุเท่าผมมาบวช กลางคืนกินเหล้าไม่เป็นไร เอามาทำพิธีอย่างเดียว กลายเป็นพราหมณ์คอยทำพิธี มีเงินก็ไม่เป็นไรแค่จ้างมาสวดอย่างเดียว กลายเป็นว่าพระไม่มีบทบาทความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ” สุลักษณ์ เล่าให้ฟัง
ปัญญาชนสยาม เชื่อว่า พุทธศาสนาถูกทำให้ผิดเพี้ยนไป จากเดิมที่สอนให้คนละโลภ โกรธ หลง กลับกลายเป็นนำไปรวมกับศาสนาทุนนิยม บริโภคนิยม ที่อุดหนุนความโลภ โกรธ หลง แทน ที่น่าห่วงก็คือ นอกจากฆราวาสจะสมาทานในศาสนาใหม่นี้แล้ว พระก็สมาทานศาสนานี้ทั้งนั้น วัดใหญ่ๆ พระผู้ใหญ่ก็นับถือศาสนานี้ทั้งนั้น พระไปฉัน เมื่อพระรับเงิน รับปัจจัย โดยไม่มีการตรวจสอบ เลื่อนสมณศักดิ์ติดสินบนเป็นล้าน ยิ่งกว่าตำรวจด้วยซ้ำ
“เราไปตื่นเต้นกับข่าวเณรคำว่ามีรถ 70 คัน 100 คัน แต่วันนี้พระผู้ใหญ่หลายรูปก็ต้องมีรถหวอนำขบวน หรือต้องนิมนต์ขึ้นรถราคาแพงเท่านั้น ขึ้นแท็กซี่ไม่ได้ ขณะที่หลายคนก็มีข่าวในด้านลบกับสีกา หรือมีข่าวว่ายุ่งกับผู้ชาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มหาเถรสมาคมต้องตรวจสอบและลงโทษด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ควบคุมอะไร” ส.ศิวรักษ์ ชี้ให้เห็น
“จุดประสงค์ของพระผู้ใหญ่หลายๆ รูป ต่างก็มุ่งสตางค์ มุ่งอำนาจ มุ่งยศ ทั้งๆ ที่พื้นฐานพระแต่ละรูปก็มาจากชาวบ้านทั้งนั้น แตกต่างจากพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน ออกผนวชเพื่อค้นพบเหตุแห่งทุกข์ แต่ของเราพอเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ต้องใช้คำราชาศัพท์ สุดท้ายก็หลง เลอะหมดเลย แล้วคนไม่เคยตั้งคำถาม ถ้ากลับไปดูกันจะพบว่าพระไม่ได้มีหน้าที่หาเงิน สร้างโรงพยาบาล สร้างพระพุทธรูป ถ้าพระหาเงินเอง ยิ่งหาเงินมากเท่าไรก็เป็นมิจฉาอาชีวะ มอมเมาให้คนเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกินไป สุดท้ายก็พังหมด”
ส.ศิวรักษ์ ย้ำว่า ต้องไม่ลืมแก่นแท้ของศาสนาพุทธที่พระพุทธองค์พร่ำสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ต้องมีการมอมเมา และต้องไม่ลืมว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เคารพพระพุทธรูป แต่สอนให้เคารพตัวเองมากกว่า แต่มหาเถรสมาคมวันนี้กลับใช้อำนาจแค่ให้สมณศักดิ์ หรืออนุมัติให้คนไปต่างประเทศ ไม่ได้ค้ำจุนพระศาสนา ไม่ได้สนใจเรื่องพระประพฤติไม่เหมาะสม อาจต้องถามตัวเองกลับแล้วว่า ชาวบ้านเดือดร้อนทำไมไม่สนใจ สนใจแต่เรื่องสมณศักดิ์เท่านั้น
“พื้นฐานศาสนาพุทธคือ 1.ต้องเปลี่ยนความโลภ เป็นทานการให้ ตรงข้ามกับทุนนิยม เปลี่ยนความโกรธเป็นเมตตากรุณา เปลี่ยนความหลงเป็นปัญญา รู้จริงอย่างไม่เห็นแก่ตัว ไม่ว่านิกายเถรวาท มหายาน ใช้หัวใจอันเดียวกันหมด คือ ลดความโกรธ โลภ หลง อยากถามว่า คนไทยเข้าใจศาสนาพุทธกี่คน และพระสงฆ์เข้าใจกี่รูป” ส.ศิวรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย







