posttoday
กลาโหมหวั่นงบน้อยกระทบพัฒนากองทัพ

กลาโหมหวั่นงบน้อยกระทบพัฒนากองทัพ

15 กรกฎาคม 2556

ปลัดกลาโหม แจงงบกองทัพน้อย หวั่นไม่สมศักดิ์ศรี กั๊กปมกฎหมายนิรโทษกรรม อ้างรมว.มีอำนาจเสนอเรื่องให้สภากลาโหมเคาะได้

ปลัดกลาโหม แจงงบกองทัพน้อย หวั่นไม่สมศักดิ์ศรี กั๊กปมกฎหมายนิรโทษกรรม อ้างรมว.มีอำนาจเสนอเรื่องให้สภากลาโหมเคาะได้

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2557 มีวาระการพิจารณางบประมาณของกระทรวงกลาโหมจำนวน 184,737.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% ของงบประมาณประจำปี 2556

พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า  งบประมาณส่วนใหญ่ที่กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรตามร่างพ.ร.บ.นั้น เป็นงบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงอาวุธมากกว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนากองทัพตามยุทธศาสตร์ โดยงบประมาณกระทรวงกลาโหมแบ่งออกเป็น 1.งบรายจ่ายประจำทั้งเงินเดือนและสิทธิกำลังพล 1.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 57.13% 2.งบประมาณด้านการภารกิจป้องกันประเทศประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 19.74% และ 3.งบประมาณด้านส่งเสริมขีดความสามารถของกองทัพประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 23.13% ของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงกลาโหม

"งบประมาณด้านการพัฒนาศักยภาพของกองทัพถือเป็นตัวเลขที่น้อยมากเพื่อพัฒนากองทัพให้ความเข้มแข็งและทันสมัยทัดเทียมกับกองทัพในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนากองทัพในด้านการรบที่เข้มแข็งทั้ง 3 มิติ ประกอบด้วย บนผิวน้ำ สงครามใต้น้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ ผ่านการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น รถถังหนัก เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้า เครื่องบินขับไล่ อากาศยานไร้นักบิน เป็นต้น" พล.อ.ทนงศักดิ์ กล่าว

พล.อ.ทนงศักดิ์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 77 กำหนดให้รัฐต้องพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำเป็นและเพียงพอเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐและเพื่อการพัฒนาประเทศรัฐ ดังนั้น กระทรวงกลาโหมจำเป็นต้องเสริมสร้างกองทัพให้มีความพร้อมในการป้องกันประเทศทั้งด้านกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์

"แม้ว่าการจัดสรรงบประมาณเพื่อการป้องกันประเทศจะไม่ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่จำเป็นและเป็นหลักประกันที่พิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์แห่งชาติ อีกทั้งการที่ประเทศมีกองทัพเข้มแข็งและศักยภาพจะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการเมืองระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติได้อย่างมีศักดิ์ศรี และทางกระทรวงขอยืนยันว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ไม่ได้เป็นสะสมอาวุธเพื่อรุกรานใคร แต่กองทัพต้องมีศักยภาพที่เท่าเทียมหรือเหนือกว่าเพื่อลดการเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสงครามได้" พล.อ.ทนงศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ กมธ.พรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกร้องให้กองทัพวางตัวให้เป็นกลางเพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนโดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มบุคคลหนึ่งบุคคลใดและอยากให้เร่งปราบปรามกลุ่มบุคคลที่ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจริงจัง ทั้งนี้นายวัชร เพชรทอง สส.บัญชีรายชื่อ ได้สอบถามถึงจุดยืนของสภากลาโหมว่าเป็นอย่างไรหลังจากมีกรณีคลิปเสียงว่าจะใช้ช่องทางของสภากลาโหมเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม

พล.อ.ทนงศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับผู้ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ทางกองทัพไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่จะใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อย่างไรก็ตาม กองทัพได้ดำเนินการด้านการเทิดพระเกียรติอยู่แล้ว

พล.อ.ทนงศักดิ์ กล่าวว่า สภากลาโหมได้มีมติแล้วว่าเรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาได้มี 6 เรื่อง ประกอบด้วย 1.นโยบายการทหาร 2.นโยบายการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร 3.นโยบายการปกครองและการบังคับบัญชา 4.การพิจารณางบประมาณการทหารและการแบ่งสรรงบประมาณ 5.การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการทหาร และ6.เรื่องที่กฎหมายหรือ รมว.กลาโหมกำหนดให้เสนอสภากลาโหม

ต่อมา นายวัชระ ได้พยายามซักต่อว่าแสดงว่ารมว.กลาโหมจะมีอำนาจเสนอพ.ร.ก.ว่าด้วยการปรองดองได้ใช่หรือไม่  พล.อ.ทนงศักดิ์ ตอบว่า การเสนอเรื่องเข้าสู่สภากลาโหมสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือ 1.ให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเสนอเรื่องเข้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงเพื่อเสนอให้รมว.กลาโหมพิจารณาว่าจะบรรจุระเบียบวาระหรือไม่ และ 2.รมว.กลาโหม สั่งการโดยตรงว่าให้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภากลาโหม สำหรับการพิจารณาของสภากลาโหมนั้นขึ้นอยู่กับสมาชิกสภากลาโหม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท