
การศึกษากู้ชาติ
เป็นวันเกิดอายุครบ 16 ปีที่พิเศษจริงๆ สำหรับ มาลาลา ยูซูฟไซ ซึ่งได้รับเกียรติขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่สมัชชาเยาวชนโลก สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ หลังจากที่สาวน้อยนักรณรงค์เพื่อการศึกษารายนี้รอดชีวิตมาได้จากการถูกกลุ่มตาลีบันจ่อยิงที่ศีรษะในปากีสถาน
เป็นวันเกิดอายุครบ 16 ปีที่พิเศษจริงๆ สำหรับ มาลาลา ยูซูฟไซ ซึ่งได้รับเกียรติขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่สมัชชาเยาวชนโลก สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ หลังจากที่สาวน้อยนักรณรงค์เพื่อการศึกษารายนี้รอดชีวิตมาได้จากการถูกกลุ่มตาลีบันจ่อยิงที่ศีรษะในปากีสถาน
มาลาลา ยังคงแน่วแน่และย้ำในจุดยืนอย่างห้าวหาญว่า การศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น พร้อมเรียกร้องให้เด็กและสตรีทั่วโลกได้เข้าถึงการศึกษา ซึ่งสิ่งเล็กๆ อย่างสมุด ดินสอ และหนังสือนั้น จะช่วยลดช่องว่างต่างๆ ทางสังคมให้แคบลงได้
สาส์นจากเด็กสาวชาวปากีสถานรายนี้ไม่มีอะไรให้ต้องเคลือบแคลงอีก การศึกษาคือการลงทุนอันคุ้มค่าที่สุดที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันยังมีเด็กๆ อีกถึง 57 ล้านคนทั่วโลกที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้
สำหรับประเทศไทยนั้น อัตราการอ่านออกเขียนได้ของเราอยู่ที่ 92.6% จากข้อมูลของซีไอเอ แฟคท์บุ๊ค ซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียวสำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศของ มาลาลา ซึ่งอยู่ที่ 54.9% เท่านั้น
ทว่าปริมาณการอ่านออกเขียนได้ของคนในชาตินั้น อาจไม่ได้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาที่ดีนัก ไม่ว่าจะวัดจากการจัดอันดับทางวิชาการต่างๆ เช่น PISA หรือวัดจากระบบเศรษฐกิจประเทศที่ยังคงชูจุดขายแรงงานราคาถูกมากว่า 20 ปี โดยมีระดับของการพัฒนาช้ามากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ
การแก้ปัญหาของไทยที่ควรขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศ หรือการปฏิรูปการศึกษาของกลุ่มเด็กโตอย่างจริงจังให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจนั้น กลับถูกแทนที่ด้วยแท็บเล็ตในงบประมาณมหาศาล
จำได้ว่ารายงานของเอเอฟพีก่อนหน้านี้เขียนไว้อย่างแสบสัน ว่า เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลของ อ.แม่จัน จ. เชียงราย ได้รับแท็บเล็ตทั้งที่บ้านไม่มีไฟฟ้าให้ชาร์จแบตเตอรี่หรือใช้ไฟตามพื้นฐานที่จำเป็นด้วยซ้ำไป
พูดถึงจุดอ่อนของการศึกษาไทยแล้วก็ให้นึกถึงข่าวเมื่อสัปดาห์ก่อน กับข่าวการเปิดร้านขายไก่ทอดฮิตเลอร์ จนโยงไปสู่เรื่องเก่าๆ ของการเดินพาเหรดชุดนาซีเยอรมันในโรงเรียน และร้านขายเสื้อฮิตเลอร์ที่นิยมในหมู่วัยรุ่น ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเจ็บแสบว่า เด็กไทยคงไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์โลก จนทำให้ไม่รู้หรือไม่อินังขังขอบกับการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชีวิตคนจริงๆ ในสมัยสงครามโลก
ได้แต่หวังว่าแท็บเล็ตกับสมาร์ทโฟนจะช่วยเปิดโลกกว้างให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็นตัวอย่างที่ดีๆ และเป็นประโยชน์กันมากขึ้นค่ะ







