posttoday
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ

15 กรกฎาคม 2556

เริ่มมีข่าวแว่วๆ มาอีกแล้ว สำหรับความพยายามจะรื้อฟื้นจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ Sovereign Wealth Fund (SWF) เพื่อเปิดผนึกให้รัฐเอาเงินสำรองของประเทศไปลงทุนได้

เริ่มมีข่าวแว่วๆ มาอีกแล้ว สำหรับความพยายามจะรื้อฟื้นจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ Sovereign Wealth Fund (SWF) เพื่อเปิดผนึกให้รัฐเอาเงินสำรองของประเทศไปลงทุนได้

นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะรัฐไทยก็เหมือนคนทั่วไป พอมีเงินเก็บมากๆ เข้าก็จะไม่อยากทิ้งเงินไว้กินในธนาคารเฉยๆ เสียแล้ว เป็นต้องเริ่มฮึกเหิมอยากลงทุนที่มันได้ผลตอบแทนมากๆ เพื่อจะรวยให้ไวขึ้น โดยถ้าเป็นคนธรรมดาก็อาจจะถอนเงินฝากไปซื้อหุ้น แต่ในเมื่อเป็นรัฐก็เลยต้องทำโดยการกันเอาเงินสำรองมาตั้งเป็น “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” นี่เอง

ทั้งนี้ เมื่อตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งฯ แล้ว รัฐย่อมจะสามารถใช้เงินนั้นลงทุนต่อไปได้อย่างอิสระแบบเดียวกับกองทุนเอกชน คือจะลงทุนในหรือนอกประเทศก็ได้ และจะลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินประเภทอะไรก็ได้อีก ตั้งแต่ของเย็นๆ อย่างพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ไปจนถึงของร้อนลวกมือ อย่างเช่น ทอง หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงปรี๊ดอื่นๆ ก็ยังได้

โดยตามทฤษฎีบอกว่าการเอาเงินสำรองมาลงทุนนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้รัฐทำกำไรได้มากกว่าการปล่อยให้แบงก์ชาติกอดเงินเอาไว้เฉยๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยระบายไม่ให้เงินสำรองสะสมจนล้นคลังและสร้างปัญหาบาทแข็งเกินไปอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นการที่รัฐลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท และหลายประเทศ ย่อมเป็นการกระจายรายได้ให้มาจากหลายๆ แหล่ง ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มผลกำไรให้กับรัฐได้มากขึ้น

ฟังอย่างนี้แล้วอาจชวนให้เคลิ้มไปได้ว่าประเทศที่เกินดุลการค้าทั้งหลาย คงต้องมีกองทุนความมั่งคั่งฯ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะดูไม่มีข้อเสียที่ตรงไหน ออกจะเป็นเรื่องจำเป็นเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาข้อมูลจาก SWF Institute จะเห็นได้เลยว่า ทั้งๆ ที่กองทุนความมั่งคั่งฯ มีข้อดีตามทฤษฎีนานาประการอย่างนี้ เอาเข้าจริงแล้ว ทั่วโลกมีกองทุนความมั่งคั่งฯ อยู่เพียงยี่สิบกว่าประเทศเท่านั้น เช่น นอร์เวย์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เป็นต้น (ทั้งนี้ไม่นับประเทศที่ “สักแต่ว่ามี” กองทุน แต่เข้าไปดูแล้วมีสินทรัพย์เล็กน้อยไม่ถึงหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อย่างพวกปาปัวนิวกินี กานา กาบอง มองโกเลีย)

อย่างไรก็ตาม ถ้าประเทศไทยจะศึกษาแนวทางในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯ ของเราเองจริง ในพวกยี่สิบกว่าประเทศที่เรานับ ก็ยังไม่ใช่ว่าเราจะเอาตามอย่างได้ทั้งหมด กล่าวคือ เราต้องตัดประเทศที่ร่ำรวยมาจากการขายน้ำมัน อย่างเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ ฯลฯ ทิ้งไปอีก เพราะสำหรับประเทศพวกนี้ เขามีความจำเป็น จะไม่ตั้งกองทุนก็แทบไม่ได้ เพราะรายได้ของประเทศเกือบจะมาจาก “บุญเก่า” กล่าวคือ การขุดทรัพยากรมาขายล้วนๆ ซึ่งรายได้อย่างนี้วันใดวันหนึ่งก็จะต้องหมดลง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องกระจายแหล่งที่มาของรายได้ให้มันหลากหลายยิ่งขึ้นโดยผ่านกองทุน ไม่เหมือนประเทศไทยซึ่งรายได้หลากหลายอยู่แล้ว ทำนาไม่ได้ก็ไปทำไร่ ทำไร่ไม่ได้ก็เข้าโรงงาน โรงงานปิดก็ยังมีโรงแรมให้ไปได้อีก ไม่ค่อยอับจนง่ายๆ

ยิ่งกว่านั้นประเทศค้าน้ำมันเหล่านี้ บางประเทศยังปกครองอยู่ด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเจ้านครเป็นเจ้าของทรัพยากรทุกอย่าง ดังนั้นความมั่งคั่งของรัฐจึงไม่ใช่ของรัฐจริง แต่เป็นความมั่งคั่งของชีค และในเมื่อเป็นความมั่งคั่งของชีคเสียแล้ว กองทุนจะดีไม่ดีก็ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนจะทำอะไรได้ จีนซึ่งรัฐเป็นเจ้าของหรือควบคุมปัจจัยส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจก็อยู่ในข้อยกเว้นเดียวกันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยซึ่งความมั่งคั่งยังมาจากภาษีของประชาชนจะคิดอย่างนี้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะได้พากันเจ๊งหรือ “ชีคหาย” กันทั้งประเทศ

แต่ข่าวร้ายที่สุดคือ แม้เราจะอยากเอาตามประเทศที่เหลือ กล่าวคือ เอาตามนอร์เวย์ ออสเตรเลีย หรือสิงคโปร์ ก็ไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะประเทศเหล่านี้มีสิ่งที่เราไม่มี 3 ประการ คือ

ประการแรก ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯ ล้วนแล้วแต่มีความลึกทางการเงิน (Financial Depth) ตลอดจนมีพัฒนาการของตลาดการเงินอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งนี่ทำให้ตลาดการเงินของเขามี “ระบบ” กล่าวคือ องคาพยพ กระบวนการ และกลไกต่างๆอันจำเป็นต่อการบังคับให้กองทุนดำเนินงานไปได้โดยมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และได้มาตรฐานอยู่อย่างครบถ้วน

ประการที่สอง ประชากรของประเทศข้างต้น ล้วนแล้วแต่มีความรู้ในทางการเงิน (Financial Literacy) ดี ดังนั้นนอกจากกองทุนจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบติดตามของ “ระบบ” อย่างที่กล่าวแล้ว กองทุนยังจะต้องถูกตรวจสอบติดตามโดย “คน” ซึ่งรู้และเข้าใจพฤติกรรม ตลอดจนนัยต่างๆ ของกองทุนเป็นอย่างดีอีกด้วย นี่จึงเป็นการจับตาสองชั้นที่ทำให้กองทุนห่วยหรือโกงได้ยาก

ประการสุดท้าย คือ ประเทศข้างต้นล้วนแล้วแต่มีคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นเกิน 7 คะแนนทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเครื่องประกันว่านอกจากจะมีระบบดี คนดีแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังไม่ค่อยมีคอร์รัปชั่นเข้ามาแทรกแซงทำให้ระบบหรือคนรวนเรไป กลไกต่างๆ จึงดำเนินไปได้อย่างที่ควรจะเป็น

ในทางตรงกันข้าม หากประเทศเราดันทุรังจะตั้งกองทุน โดยปราศจากปัจจัย 3 ประการดังที่กล่าวมานี้ ก็รับรองได้ว่าเมื่อตั้งกองทุนขึ้นมาแล้ว เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ากองทุนเอาเงินสำรองของประเทศไปลงทุนที่ไหน ด้วยเหตุผลอะไร มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และได้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ ซ้ำร้าย ในเมื่อกระเป๋าของกองทุนนั้นลึกและไร้คนตรวจสอบ กองทุนจึงอาจลงทุนส่งเดชได้ทีละมากและนาน จะซื้อแพงขายถูกอย่างไรคนก็ไม่มีวันรู้ รู้ก็อ้างว่าเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนได้อีก

ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเหมาะสำหรับคอร์รัปชั่นให้สะใจได้เท่ากับกองทุนหน้าตาอย่างนี้อีกแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์