
เศรษฐกิจเลวร้าย ช่วยดันพรบ.กู้2ล้านล.
สัญญาณเศรษฐกิจไทยเดือน พ.ค.ที่ดิ่งหัวลงยามนี้ เป็นการชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก
โดย...จตุพล สันตะกิจ
สัญญาณเศรษฐกิจไทยเดือน พ.ค.ที่ดิ่งหัวลงยามนี้ เป็นการชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก และนั่นสะท้อนให้เห็นถึงฝีมือการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อไทยได้เป็นอย่างดี
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ส.ค. 2554 รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศภายใต้นโยบายเร่งด่วน 16 ข้อ เช่น รถยนต์คันแรก โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุเป็น 1.5 หมื่นบาท พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ตลอดจนโครงการพักหนี้ลูกหนี้ดี และลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% เป็นต้น
แน่นอนว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ได้ผลดียิ่งในช่วง 1 ปี หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 โดยทำให้เศรษฐกิจปี 2554 ที่ขยายตัวเพียง 0.1% กลับมาพุ่งทะยานขยายตัวได้ 6.4% เมื่อสิ้นปี 2555
แต่เมื่อเริ่มปี 2556 จนถึงเดือน พ.ค. เศรษฐกิจไทยกลับเครื่องดับลงดื้อๆ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในปี 2555 ดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนขยายตัว 5.6% โดยไตรมาสแรกขยายตัว 3.5% ขยายตัวต่อเนื่องเป็น 4.8% ในไตรมาส 2 ขยายตัว 6.8% ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ขยายตัว 7.4%
แต่ทันทีที่สิ้นไตรมาสแรกปี 2556 ดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนที่ขยายตัว 3.9% แต่เดือน เม.ย.พ.ค. กลับขยายตัวได้เพียง 0.8% เท่านั้น โดยเฉพาะเดือน พ.ค.ที่ขยายตัวติดลบ 0.2%
เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งสะท้อนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน พบว่าการจัดเก็บภาษีเดือน เม.ย.พ.ค. 2556 ขยายตัวเพียง 1.1% โดยเฉพาะเดือน พ.ค. การจัดเก็บภาษีหดตัว 1.6% ลดลงต่อเนื่องจากเดือน เม.ย. ที่ขยายตัว 3.7% ไตรมาสแรกที่การจัดเก็บขยายตัว 6.9% และทั้งปี 2555 ที่ยอดจัดเก็บภาษีขยายตัว 15.7%
ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลงต่อเนื่องจากปี 2555 โดยเดือน พ.ค. ติดลบ 3.3% เทียบกับเดือน เม.ย. ที่ติดลบ 1.9% ไตรมาสแรกที่ขยายตัว 11.1% และปี 2555 ที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ถึง 15.2%
จึงสรุปได้อย่างดีว่าการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาลผ่านนโยบายกระตุ้นการบริโภค “ได้ผลชั่วคราว”
เริ่มตั้งแต่โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ที่แม้ในช่วงเริ่มต้นโครงการจะทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น แต่เดือน เม.ย.พ.ค. 2556 ดัชนีรายได้เกษตรกรหดตัว 2.7% ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ดัชนีรายได้เกษตรกรลดลง 2.2% นั่นเพราะการรับจำนำสินค้าเกษตรในราคาสูง ทำให้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
สุดท้ายแล้วรายได้ที่แท้จริงของชาวนาไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คาดไว้ ในขณะที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ปลายปี 2554 จนถึงปัจจุบันรัฐบาลใช้เงินกู้หมุนเวียนและเงินบริหารโครงการแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท แต่มีข้อครหาการทุจริตทุกขั้นตอนตั้งแต่การรับจำนำข้าวเปลือกถึงขั้นตอนการระบายข้าวสาร ทำให้ “เม็ดเงิน” ไม่ตกถึงมือชาวนาเต็มที่
ที่สำคัญ ผลพวงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ คือ การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะในจำนวนที่สูง
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่าในเดือนก.ย.2554 หนี้สาธารณะคงค้างมีทั้งสิ้น 4.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.66% ของจีดีพี และข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมี.ค.2556 หนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 5.12 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 44.2% หรือหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 7 แสนล้านบาท
หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น มาจากการค้ำประกันเงินกู้โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยเฉพาะการใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนั่นเอง
ซึ่งนั่นสอดคล้องกับรายงานข้อมูลหนี้สาธารณะของ สบน.ที่ระบุว่า หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ณ เดือน ก.ย.2554 มีหนี้คงค้างจำนวน 1.56 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 4.94 แสนล้านบาทในเดือนมี.ค.2556 หรือเพิ่มขึ้น 3.38 แสนล้านบาท และรายงานตัวเลขหนี้จะไม่หยุดแค่นี้แน่นอน
เช่นเดียวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การลดภาษีนิติบุคคล การจัดสรรงบเอสเอ็มแอล และการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบาย “เพิ่มรายจ่าย ลดรายได้ของภาครัฐ” แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะทุ่มเทใช้เงินไปกว่า 2.6 แสนล้านบาท
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หนี้ที่รัฐบาลกู้ยืมโดยตรง ในส่วนเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการบริหารหนี้ในเดือน มี.ค. 2556 ที่เพิ่มเป็น 1.96 ล้านล้านบาท จากเดือน ก.ย. 2554 ที่มีจำนวน 1.58 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งยอดหนี้ดังกล่าวได้รวมเงินเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย วงเงิน 1.2 แสนล้านบาทไว้แล้ว
เช่นกัน นโยบายการเพิ่มค่าแรง 300 บาท และการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ที่แม้ทำให้รายได้ของคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเพิ่มขึ้น แต่ผลที่ตามมา คือ ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 525% นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2554 ที่รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศจนถึงเดือน มิ.ย.ปีนี้
ทั้งนี้ ราคาผักสดเพิ่มขึ้นสูงที่สุด 25.8% ราคาผลไม้สดเพิ่มขึ้น 16.3% ราคาอาหารบริโภคในบ้านสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 5.4% ราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 19.9% ราคาน้ำประปาเพิ่มขึ้น 12% และราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 14.7% เป็นต้น
“แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% เทียบกับปีก่อนที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. อธิบายส่วนหนี้สินครัวเรือนก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ผลพวงจากนโยบายกระชากค่าครองชีพ รถยนต์คันแรก ล่าสุดศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ "พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในการก่อหนี้ภาคครัวเรือน" ในเดือนมิ.ย.พบว่า หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี ครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ย 188,774.54 บาท
“สาเหตุที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ประชาชน 23% บอกว่ามาจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น 22% บอกว่ามาจากค่าเล่าเรียนบุตรหลาน 13.5% บอกว่าจากการซื้อสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น เช่น บ้าน รถ เป็นต้น 10.4% มาจากการขาดรายได้เนื่องจากถูกออกจากงาน” ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯระบุ
ธนวรรธน์ เป็นห่วงว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้สินครัวเรือนมากที่สุด และการก่อหนี้สินนอกระบบที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งของคำอธิบายที่ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทยแผ่วลง ยังเป็นผลจากฝีมือการบริหารของคนในรัฐบาล เพราะการเบิกจ่ายงบประมาณที่เป็นแรงขับดันเศรษฐกิจในยามที่การส่งออกไม่อาจเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ เพราะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง และเศรษฐกิจคู่ค้าของไทยอยู่ในภาวะซบเซาลง
แต่กลับกลายเป็นว่าในเดือนเม.ย.พ.ค.อยู่ในอาการร่อแร่ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 เดือนพ.ค.หดตัว 7.4% เทียบกับเดือนเม.ย.ที่การเบิกจ่ายขยายตัว 14.4% ขณะที่ไตรมาส 1 พบว่าการเบิกจ่ายติดลบ 30% โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนเดือนพ.ค.พบว่าขยายตัวติดลบ 23.6% เป็นการติดลบต่อเนื่องจากเดือนเม.ย.ที่การเบิกจ่ายติดลบ 9.4%
สัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจที่ประดังเข้ามา ในภาวะที่กลไกและเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่ในภาวะง่อยเปลี้ย เพราะการโถมโครงการประชานิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ประกอบกับฝีมือการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ “มืออาชีพ” เข้ามาทำงาน ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง
ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ในยามนี้ ต้องบอกว่ารัฐบาลแทบไม่มีเครื่องมือเหลืออยู่แล้ว
“การส่งออกเอาแน่ไม่ได้ เป็นเรื่องของตลาดโลก การลงทุนโครงการน้ำยังลูกผีลูกคน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท กว่าจะเบิกได้ต้องเตรียมงานอีกหลายขั้นตอน กำลังซื้อในประเทศก็แผ่วลง ส่วนเรื่องลดดอกเบี้ยก็ไม่ต้องหวัง และส่วนตัวก็คิดว่ารัฐบาลไม่ต้องกระตุ้นอะไรแล้ว เดี๋ยวจะถังแตก” พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุ
แต่ทว่าเมื่อจับสัญญาณจากรัฐบาลพบว่า มีความพยายามอย่างหนักในการล็อบบี้ให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องกับการเร่งเบิกเงินลงทุนระบบน้ำ และการเร่งรัดผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นที่นักลงทุนเป็นห่วงว่า หากการลงทุนโครงการน้ำ 3 แสนล้านบาทสะดุด จะมีผลต่อการป้องกันน้ำท่วม และเศรษฐกิจจะเลวร้ายหากการลงทุนนี้ไม่เกิดขึ้น
“การชะงักของโครงการลงทุนน้ำ ทำให้นักลงทุนกังวลอยู่บ้าง เพราะเราเพิ่งผ่านพ้นอุทกภัยปี 2554 มาไม่นาน แต่เราก็อธิบายไปว่าต้องทำขั้นตอนที่ศาลปกครองมีคำสั่ง เขาเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ติดตามว่าเราจะลงทุนหรือไม่ โรงงานของเขาที่อยู่ในไทยจะปลอดภัยหรือไม่”กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลังระบุ
นอกจากนี้ การวาดภาพว่าหากร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่จ่อเตรียมเข้าสภาวาระ 2 และ 3 ในเดือน ส.ค.นี้ และด้วยเสียงข้างมากที่รัฐบาลมีอยู่ ร่าง พ.ร.บ.จะผ่านฉลุยในขั้นตอนรัฐสภาแน่นอน หากแต่มีอุปสรรคเดียวที่จะสกัดไม่ให้ พ.ร.บ.กู้เงินมีผลบังคับใช้ คือ การตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
หากในท้ายที่สุด เครื่องมือลงทุนที่รัฐบาลหวังว่าจะเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือปีนี้และต่อเนื่องในปีหน้า ไม่อาจเดินหน้าได้ ทั้งๆ ที่กระบวนการการใช้เงินกู้น้ำ และการออกกฎหมายกู้เงินมีที่มาที่ไปแปลกประหลาด ทั้งการดำเนินการที่ลัดขั้นตอนไม่มีส่วนร่วม และมีคำถามเกี่ยวกับความรัดกุมการใช้งบก้อนโตก้อนนี้
คงไม่ต้องบอกว่าใครจะต้องตกเป็น“แพะรับบาป” ที่ขัดขวางการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน







