posttoday
ทองคำฟื้นยากนักลงทุนแห่ทิ้ง เล็งซบตลาดทุน

ทองคำฟื้นยากนักลงทุนแห่ทิ้ง เล็งซบตลาดทุน

15 กรกฎาคม 2556

เกิดเป็นคำถามสงสัยกันเป็นทิวแถวว่าเพราะเหตุใด ท่ามกลางความผันผวนไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เกิดเป็นคำถามสงสัยกันเป็นทิวแถวว่าเพราะเหตุใด ท่ามกลางความผันผวนไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จนหลายประเทศย่ำแย่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย สถานการณ์ของทองคำกลับล้มครืนตามไปด้วย แทนที่จะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในฐานะแหล่งพักการลงทุนที่ปลอดภัยเหมือนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ยืนยันได้จากข้อมูลทองคำในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราคาทองคำในตลาดลอนดอนปรับตัวร่วงลงแล้ว 23% มาอยู่ที่ 1,285.14 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จนน่าจะเป็นเหตุผลให้คนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยิ่งน่าทำให้นักลงทุนหันหาทองคำมากขึ้น เมื่อประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐ ส่งสัญญาณล่าสุดว่าจะยังคงเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปในระยะสั้น ซึ่งเป็นชนวนกระตุ้นสำคัญที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเคยหวาดวิตกกันว่าจะทำให้เกิดเงินเฟ้อเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินช่วงระหว่างปี 2553-2554 จนนักลงทุนแห่ไปซื้อทองมาเก็บไว้เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ทำให้ราคาทองคำดีดตัวทำสถิติสูงสุดที่ 1,921.15 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เมื่อเดือน ก.ย. 2554

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาหลายสิบเดือนที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสารพัดปัจจัยที่จะทำให้ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อราคาโลหะมีค่าชนิดนี้แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มหมดความสนใจในทองคำลงเรื่อยๆ

สำหรับปัจจัยแรกสุด ก็คือ มาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่จะทำให้เงินท่วมระบบจนเฟ้อนั้น ผลปรากฏว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้ทำให้เกิดเงินเฟ้อในตลาดมากตามที่คาดการณ์กันไว้แต่อย่างใด แถมด้วยแนวโน้มที่สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัวและมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนในตลาดทั่วโลกส่วนใหญ่เห็นไปในทางเดียวกันว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อทองกันไว้เพื่อความปลอดภัย

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์รายงานกึ่งวิเคราะห์เมื่อไม่นานมานี้ว่า ปริมาณความต้องการทองคำในตลาดมีแนวโน้มจะลดน้อยลงอีก เพราะนักลงทุนเริ่มเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องซื้อทองเพื่อประกันความเสี่ยงอีกต่อไป

หลักฐานยืนยันที่เห็นได้ชัดก็คือ ความเคลื่อนไหวของบรรดากองทุนขนาดใหญ่ (เฮดจ์ฟันด์) ต่างเทขายทองคำที่ถือครองอยู่ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ขณะนี้เหมาะสมสำหรับการนำเงินมากระจายให้เกิดความหลากหลายในการลงทุน

เมื่อกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กองทุนโซรอส ฟันด์ แมเนจเมนท์ ของมหาเศรษฐี จอร์จ โซรอส ได้ปรับลดน้ำหนักการถือครองผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการหนุนจากทองคำ โดยลดการลงทุนในเอสพีดีอาร์ โกลด์ ทรัสต์ ลงจนถึงขณะนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งที่เคยถือครองอยู่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กองทุนชั้นนำอื่นๆ เช่น นอร์ธเอิร์ธ ทรัสต์ และแบล็คร็อค ก็ลดสัดส่วนทองลงกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน

ด้านข้อมูลจากสภาทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) ระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ 963 ตัน แม้จะมีความต้องการทองคำจริงในฐานะอัญมณี เหรียญทอง และทองแท่งมากขึ้น เนื่องจากราคาทองคำถูกลงก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีปริมาณมากเท่ากับในอดีต เนื่องจากตลาดผู้บริโภคทองขนาดใหญ่อย่างอินเดียและจีนเองก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว ขณะที่อินเดียยังปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำเพื่อคุมเงินเฟ้อในประเทศ จนส่งผลให้ปริมาณความต้องการทองโดนจำกัดมากขึ้น

นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีตัวอย่างการขาดทุนจากภาวะราคาทองคำลดให้เห็น เช่น จอห์น พอลสัน มหาเศรษฐีชื่อดังชาวสหรัฐเจ้าของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งขาดทุนจากการลงทุนในทองถึง 27% ช่วงเดือน เม.ย. ทำให้ความสูญเสียตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน เม.ย. อยู่ที่ 47%

ขณะเดียวกัน การส่งสัญญาณจะชะลอมาตรการคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้รับการตอกย้ำอย่างชัดเจนมากขึ้นว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน โดย เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟดได้ให้คำมั่นยืนยันหนักแน่นว่าจะรอจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางตัวเลขการค้า การส่งออก และการจ้างงานที่ส่งสัญญาณบวกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่คลายความกลัว เริ่มเชื่อมั่นที่จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาด เนื่องจากสัญญาณที่ส่งมาได้สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยพื้นฐานในภาคเศรษฐกิจจริงเริ่มฟื้นตัวแกร่งและสามารถคาดหวังได้มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนหมดความสนใจในทองคำ

เพราะต้องไม่ลืมว่า ทองคำ แม้จะมีค่าในตัวเอง แต่ก็เหมาะกับการซื้อเพื่อประกันความเสี่ยงที่จะลดแรงของผลกระทบจากการขาดทุนในการลงทุน ไม่ใช่สำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มพูนมูลค่าสินทรัพย์แต่อย่างใด

สำหรับปัจจัยต่อมาอย่างเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมักจะเป็นปัจจัยเสริมให้มีแรงโหมเข้าซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงนั้น ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายสำนักส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า ถึงจะรุนแรง แต่ปัจจัยที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่ได้หนักหนาสาหัสถึงขั้นที่จะต้องทำให้นักลงทุนถอนเงินออกจากตลาดไปซื้อทองคำเก็บไว้อีกระลอก

กรณีที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือเหตุการณ์ประท้วงในอียิปต์ที่ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งผวาเล็กน้อยว่าอาจกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งราคาน้ำมันแพง จะหมายถึงต้นทุนสินค้าในตลาดอาจสูงขึ้นจนเกิดเงินเฟ้อ และผลักดันให้นักลงทุนเร่งหันหน้าเข้าหาทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม มอร์ช ซิลเวอร์ นักวิเคราะห์จากเฮดจ์อายส์ แสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ว่า ถึงเหตุดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนเริ่มจับตามองตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้น เพราะแม้อียิปต์จะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่ก็เป็นประเทศที่คุมคลองสุเอซ ช่องทางลำเลียงขนส่งน้ำมันที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กระนั้นความวิตกต่อราคาน้ำมันกลับมีไม่มาก เนื่องจากการขนส่งน้ำมันในปัจจุบันมีช่องทางหลากหลายมากขึ้น

สอดคล้องกับความเห็นของ โจนาธาน แคสทีลีน นักการเงินอาวุโสจากเฮดจ์อายส์ ซึ่งยกข้อมูลมาสนับสนุน ว่า ทั้งราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ที่แสดงให้เห็นปริมาณความต้องการน้ำมันในยุโรปและเอเชีย กับราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ที่แสดงปริมาณความต้องการน้ำมันในอเมริกาเหนือ ไม่ได้ปรับตัวมากขึ้นกว่าปกติจนน่าตกใจแต่อย่างใด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งมาตามท่อยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติ

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมปัจจัยเสริมที่มีผลต่อการปรับลดของราคาทองคำที่เพิ่มเข้ามาในระยะนี้ อย่างแนวโน้มการปรับตัวอ่อนค่าลงของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประธานเฟดออกมาย้ำชัดเจนเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงต้องการความช่วยเหลืออยู่ ทำให้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดจะยังคงเดินหน้านโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอี 3 ต่อไป จนทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐยังคงอ่อนค่าเช่นเคย

ดาริล โจนส์ ผู้อำนวยการด้านการวิจัยจากเฮดจ์อายส์ กล่าวว่า ผลสำรวจสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าตลาดทั่วโลกเริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในสหรัฐ ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก

ดังนั้น ปัญหาทุนไหลออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ดี ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนก็ดี หรือปัญหาการฟื้นตัวช้าของยุโรปก็ดี จึงบรรเทาลง เหตุเพราะนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าข่าวดีจากสหรัฐน่าจะเพียงพอชดเชยความวิตกกังวลของนักลงทุน ส่งผลให้ความน่าสนใจของทองคำลดลง

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในตลาดคาดการณ์ว่า ทั่วโลกน่าจะได้เห็นความผันผวนของราคาทองคำในระยะนี้ แต่โดยรวมแล้ว ความหวังที่จะเห็นราคาทองคำพุ่งพรวดทำสถิติใหม่คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากเสียแล้วในปีนี้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง