
รอยยิ้มหลังมรสุม ของชาวประมงทะเลสาบสงขลา
คงไม่มีชาวประมงพื้นบ้านทะเลสาบสงขลาคนไหนลืมเลือนเหตุการณ์พายุดีเปรสชั่นพัดถล่ม เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2553 ได้แน่ๆ
คงไม่มีชาวประมงพื้นบ้านทะเลสาบสงขลาคนไหนลืมเลือนเหตุการณ์พายุดีเปรสชั่นพัดถล่ม เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2553 ได้แน่ๆ
เสียงพายุคะนอง ฟ้าร้อง ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมขัง บ้านเรือน เรือหางยาว ตลอดจนอุปกรณ์ทำมาหากินพังพินาศย่อยยับ มูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท ส่งผลให้ชาวบ้านแทบสิ้นเนื้อประดาตัว หมดกำลังใจในการมีชีวิตอยู่
ภาพคืนวันอันโหดร้ายคืนนั้นยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
“เป็นชาวประมง ไม่มีเรือก็ไม่ต่างอะไรกับคนพิการไร้แขนไร้ขา เรือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด ถึงมีอวน มีไซ มีเครื่องไม้เครื่องมือชนิดอื่น ถ้าไม่มีเรือ ก็ออกไปหาปลาไม่ได้”
อูสัน แหละหีม หรือบังสัน ชายผมสีดอกเลาวัยเฉียด 60 ปี ชาวบ้านชุมชนช่องฟืน ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง บอกเสียงสั่นเครือ ขณะทอดสายตาไปยังทะเลสาบสงขลา หม้อข้าวใบใหญ่ที่เขาใช้ตักตวงมาชั่วชีวิต เช่นเดียวกับคนอื่นๆ อีกนับร้อยนับพันครอบครัว
ทะเลสาบสงขลาได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ใต้ผืนน้ำอันกว้างไกลซ่อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศเอาไว้อย่างน่าทึ่ง สิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์จำนวนมหาศาล ล้วนส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ
ที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้อาชีพชาวประมงพื้นบ้านต้องสั่นคลอน เมื่อเรืออวนลากอวนรุนบุกรุกเข้ามา ปัญหาการปล่อยของเสียของบ่อกุ้ง จนทำให้ปลามีจำนวนลดลง บางคนหันไปทำมาหากินอย่างอื่น ขณะที่อีกหลายคนยังยืนหยัดทำมาหากินในวิถีดั้งเดิมต่อไป
หนำซ้ำยังเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ถาโถมซัดซ้ำเข้ามาอีก
“เรือหาปลากว่า 150 ลำ พังเสียหายเกือบหมด ซ่อมได้เพียง 30 กว่าลำเท่านั้น ขึ้นอู่ทีหนึ่งใช้เวลาเป็นเดือน ก็ต้องขาดรายได้ หลายคนทำประมงอย่างเดียว ไม่มีสวนยางรองรับ ก็ลำบากกว่าใครเขาเพื่อน ตอนนั้นพวกเราไม่ขออะไรมากไปกว่าแค่ออกทะเลหาปลาได้เท่านั้น”
จนวันที่มูลนิธิเอสซีจี ก้าวเข้ามาช่วยเหลือให้ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ฟื้นฟูวิถีชีวิต อาชีพ และทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์กลับคืนมา ด้วยการคืนเรือ คืนเครื่องมือประมง คืนชีวิตให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านอีกครั้ง โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ระยะเร่งด่วน มีการจัดตั้งอู่ซ่อมสร้างเรือประมงชั่วคราว ก่อตั้งกองทุนซ่อมสร้างเรือและเครื่องมือประมง ให้กลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด ระยะยาว สนับสนุนให้ชาวบ้านมีกองทุนหมุนเวียนสำหรับประกอบอาชีพในยามปกติ และเป็นทุนสำรองในยามฉุกเฉิน
ผลของการร่วมมือกันของคนในชุมชนและมูลนิธิเอสซีจี นอกจากจะทำให้ชุมชนช่องฟืนกลับมาสดใสมีชีวิตชีวา ทำมาหากินได้เป็นปกติแล้ว ยังต่อยอดให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการตลาดเพิ่มขึ้น เช่น มีแพชุมชนไว้รองรับให้มีการซื้อขายกันเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ต่อยอดในด้านกระบวนการสร้างชุมชุนสู่ความยั่งยืน ด้วยการทำงานเป็นหมู่คณะ ช่วยเหลือพึ่งพากัน รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันร่วมกันคิด สร้าง และแก้ไขปัญหา ภายใต้เป้าหมายเดียวกันอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
ที่น่าชื่นชมที่สุดคือ แนวคิดทางด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรของทะเลสาบสงขลา ทุกวันนี้มีสัตว์น้ำเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากชุมชนได้ติดตั้งทุ่นแนวเขตอนุรักษ์บ้านช่องฟืน ซึ่งเป็นเขตห้ามจับสัตว์น้ำระยะห่างจากฝั่ง 150 เมตร ห้ามวางอวนล้อม แต่สามารถวางอวนปลาอวนกุ้งได้ตามปกติ เพื่อให้สัตว์น้ำอื่นๆ หลบมาพักอาศัยอยู่ในเขตนี้ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการซื้อพันธุ์กุ้งพันธุ์ปลามาปล่อยลงทะเลสาบด้วย
บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เห็นด้วยว่า ไม่มีวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติใด จะได้ผลมากเท่าการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนรอบๆ ชายฝั่งที่มีวิถีชีวิตผูกพัน มีความรู้มีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่จะเข้าใจถึงคุณค่า เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรได้เป็นอย่างดี
“เขตทำกินของบ้านช่องฟืนเป็นพื้นที่ที่หาปลาได้มากที่สุดในบรรดาชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ปลาขี้ตัง ปลาดุกทะเล ปลากระบอก และอีกสารพัดปลา รวมถึงกุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจของชาวบ้าน มีราคาสูง กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทุกวันนี้ชาวบ้านตั้งตัวได้แล้ว สามารถลืมตาอ้าปากได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ที่สำคัญเรายังช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาให้คงความอุดมสมบูรณ์ ให้เหมือนรุ่นปู่ย่าตายาย” บังสัน เอ่ยขึ้นมาอย่างปลื้มใจ
ปลื้มใจในความช่วยเหลือที่มูลนิธิเอสซีจีหยิบยื่นมาให้ในยามวิกฤต ปลื้มใจในความสามัคคีเข้มแข็งของชุมชนที่ช่วยกันฟื้นฟูวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน
มรสุมผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้ท้องฟ้าใสๆ กับสายลมเย็นๆ พัดพามาให้ชาวประมงพื้นบ้านทะเลสาบสงขลามีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง







