
ประเทศไทยหลังยุค...เพื่อไทย
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองแนว “ซาดิสม์” จำนวนหนึ่งประเมินว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะต้องพบกับ “จุดจบ” หรือถึงกาลดับสิ้นในปีนี้
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองแนว “ซาดิสม์” จำนวนหนึ่งประเมินว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะต้องพบกับ “จุดจบ” หรือถึงกาลดับสิ้นในปีนี้ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการ “ง่องแง่ง” สู้ฟัดกันเองในพรรคภายหลังการปรับ ครม.ครั้งล่าสุด เข้าทำนอง “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากกระแสความไม่พอใจในรัฐบาลที่กำลังแผ่ขยายไปในแนว “อาหรับสปริง” หรือ “อียิปต์โมเดล” เช่น การเกิดขึ้นของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกลุ่มใหม่ๆ อย่างคนหน้ากากขาว และไทยสปริง
แต่ “จุดตาย” ที่นำความหายนะมาสู่พรรคเพื่อไทยโดยตรงคือเรื่องของการถูกยุบพรรค อันเกิดจากความพยายามที่จะถูลู่ถูกังลากไถการแก้รัฐธรรมนูญ โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตักเตือนแล้ว แต่บรรดา สส.และ สว.ในสายของพรรคเพื่อไทยก็ยังดื้อดึงแถมร่วมลงชื่อกันจำนวน 312 คน เพื่อปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ โดยโต้กลับโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังแทรกแซงการทำหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะมีคำตัดสินออกมา ที่คาดกันว่าน่าจะอยู่ระหว่างปลายเดือน ก.ค.ถึงกลางเดือน ส.ค.
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในขั้นกรรมาธิการนี้เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ผลก็คือพวกที่ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอแก้ไขมาก็ต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที ในขณะที่พรรคการเมืองที่รู้เห็นเป็นใจก็ต้องถูก “ยุบพรรค” พร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวการเมืองไปอีก 5 ปี และยังอาจพ่วงแถมด้วยคดี “หมิ่นศาล” ที่คนพวกนี้บังอาจโจมตีต่อต้านรุกรานและอาละวาดเอาแก่ศาลผ่านสื่อต่างๆ นั้น กลายเป็นคดีความทางอาญาติดคุกติดตะรางกันเข้าไปอีกก็ได้ เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างว่าเพราะศาลก็ปรานีมาทุกครั้ง แต่คนพวกนี้ก็ยิ่งเหิมเกริมคิดทะลึ่งล้ำเส้น ถอนหงอกศาลเล่นอยู่เสมอๆ
พรรคเพื่อไทยก็เหมือนจะสิ้นไปจากประเทศไทย
ประเทศไทยหลังยุคพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไร
ด้านหนึ่งถ้ามองในแง่ร้าย และเป็นด้านที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด (ตามสายตานักสังเกตการณ์ทางการเมืองแนวซาดิสม์ดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น) ก็คือ พวกนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจเพราะถูกศาลไล่ออกให้พ้นไปจากหน้าที่ ก็จะเร่งเร้าและปลุกระดม ตลอดจนให้อามิสสินจ้างแก่มวลชนในฝ่ายของตน ออกมาต่อต้านและอาละวาดเอากับศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งแต่ก่อนเคยไปปิดล้อมหน้าที่ทำการศาลมากว่า 1 เดือนแล้วนั้น และได้ถอยมาตั้งหลักดูเชิงคอยคำสั่งเคลื่อนพลครั้งใหม่อยู่ที่อนุสาวรีย์หลักสี่) โดยมุ่งหวังว่าจะนำประชาชนให้ออกมาปะทะกัน บางทีอาจจะถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง แล้วทหารก็จะออกมาปฏิวัติ ทั้งนี้ในยุคที่คุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและล่าสุดมาคุมกระทรวงกลาโหมอย่างเต็มตัว นักการเมืองทางฟากฝ่ายนี้ก็เชื่อว่าทหารน่าจะอยู่ในข้างของพวกตน ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “นารีพิฆาต (ขุนศึก)” นี้
ขออธิบายความเรื่องยุทธศาสตร์ “นารีพิฆาต (ขุนศึก)” นี้สักเล็กน้อย ยุทธศาสตร์นี้ต้องถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่คลาสสิกเอามากๆ เพราะปรากฏอยู่ในมหากาพย์ วรรณคดี และตำนานสำคัญๆ ทั่วโลก เช่น ศึกชิงนางเฮเลนแห่งกรุงทรอยในมหากาพย์ “อีเลียด” ของกรีก หรือนางสีดาที่เป็นต้นเหตุของการรบกันนับสิบปีระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ในเรื่อง “รามเกียรติ์” นางเตียวเสี้ยนที่ผู้เป็นพ่อยอมเอาไปเป็นเหยื่อล่อให้ขุนศึกขัดใจกันในเรื่อง “สามก๊ก” หรือตำนาน “พระนางจามเทวี” ในความเชื่อแนววีรสตรีผู้กอบกู้และสร้างอาณาจักรหริภุญชัย
ตำนานเรื่องพระนางจามเทวีนี่เองที่หลายคนเชื่อว่าเป็นเหตุให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องมานั่งควบในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ถ้าท่านทั้งหลายยังจำได้เมื่อครั้งที่มีการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในวันที่ 9 ส.ค.ถัดมา ระหว่างที่มีการฟอร์มรัฐบาลกว่า 1 เดือนนี้ก็เคยมีข่าวแว่วๆ ว่ามีคนเสนอให้คุณยิ่งลักษณ์ นอกจากจะเป็นนายกฯ แล้วควรจะต้องเป็น รมว.กลาโหม เพื่อคุมบรรดาขุนศึกและทหารหาญทั้งหลายให้เบ็ดเสร็จด้วย นัยว่าเพื่อแก้เคล็ดที่คุณทักษิณผู้เป็นพี่ชายถูกทหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่บรรดากลุ่มคนที่คิดเรื่องนี้แนะให้ใช้เหตุผลว่าเพื่อเข้าไปประนีประนอมและเป็นขวัญของกองทัพ ซึ่งก็เพึ่งมาสำเร็จในคราวนี้
ทีนี้ก็วกกลับมาที่เรื่องประเทศไทยหลังยุคพรรคเพื่อไทย (ที่ถ้าถูกยุบพรรคไป) ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่มองในแง่ดี แน่นอนว่านักการเมืองกลุ่มนี้แม้จะถูกศาลเพิกถอนสิทธิทางการเมืองต้อง “เว้นวรรค” ไป 5 ปี แต่คนจำพวกนี้ก็คงไม่ได้ไปหลบซ่อนหรือหลีกลี้หนีไปที่ไหน แต่ก็จะยังเพ่นพ่านเที่ยวปรากฏตัวและแอบ (แต่ส่วนใหญ่ตั้งใจ) ที่จะแสดงตนให้เห็นว่าตัวเองยังมีตัวมีตนอยู่บนโลกนี้ เพื่อไม่อยากให้โลกลืมก็ต้อง “สร้างภาพสร้างข่าว” อยู่เป็นระยะ (ดูอดีตนายกฯ คนหนึ่งที่บินว่อนเที่ยวไปชี้หน้าใครต่อใครแสดงความเป็นเจ้าของรัฐบาลตลอดมานั้นเป็นตัวอย่าง) ที่สุดคนพวกนี้ก็จะบงการคอยกำกับชี้แนะ “ขี้ข้า” ในคอก หรือนักการเมืองที่ยังเหลืออยู่และที่จะเข้ามาใหม่ในสายของตนให้กระทำการรักษาผลประโยชน์ของคนพวกนี้สืบไป ในทำนอง “กระสือถ่มน้ำลายใส่มือ” เพื่อให้พวกที่ยอมตนเป็นบริวารได้สืบทอดความเป็นกระสือนั้นต่อไป
แต่ถ้ามองในด้านดีแล้ว หากจะได้มีการใช้โอกาสนี้ที่จะมีนักการเมือง “น้ำเน่า” ออกไปเป็นจำนวนมาก สร้างนักการเมือง “น้ำดี” หรือเปลี่ยนแปลงนักการเมืองที่เคย “เน่าๆ” อยู่ในสภากลายเป็น “สวยใส” ขึ้นมาได้บ้าง ก็น่าจะทำได้ เพราะในสถานการณ์นี้จะมีพลังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความดีงาม 2 ส่วนด้วยกันคือ หนึ่ง “พลังภายใน” ที่หมายถึงปัจจัยหรือแรงบีบภายในหมู่สมาชิกรัฐสภาเองที่มาถึงยุคที่ต้องเปลี่ยนแปลง โดยมีแบบอย่างให้เห็นแล้วว่านักการเมืองแบบเก่าๆ “ชั่วๆ เลวๆ” นั้นไม่สามารถที่จะยืนอยู่ได้บนเวทีการเมืองนี้ เพราะจะต้องถูกกฎหมายและกฎคุณธรรมกำจัดออกไปอย่างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอง “พลังภายนอก” ที่หมายถึงปัจจัยหรือแรงบีบจากสังคมภายนอก โดยเฉพาะกระแสความเบื่อหน่ายและเกลียดกลัวนักการเมือง “พันธุ์สวะ” ที่ล่องลอยไปบนการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และความชั่วร้ายทั้งหลายนั่น







