posttoday
การเมือง-กองทัพ ต้องแลกใจไม่ล้วงลูก

การเมือง-กองทัพ ต้องแลกใจไม่ล้วงลูก

14 กรกฎาคม 2556

“คลิปถั่งเช่า” แพร่ระบาดทั่วเมืองสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งรัฐบาล กองทัพ จนหลายฝ่ายส่องสายตาตามหาผู้ปล่อยคลิปเสียงอันลือลั่น

โดย...วิษณุ นุ่นทอง/ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

“คลิปถั่งเช่า” แพร่ระบาดทั่วเมืองสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งรัฐบาล กองทัพ จนหลายฝ่ายส่องสายตาตามหาผู้ปล่อยคลิปเสียงอันลือลั่น โดยหนึ่งในรายชื่อนั้นมีชื่อ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม เป็นผู้ต้องสงสัยทันที เพราะเพิ่งหล่นเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ปู 5 จึงหนีไม่พ้นข้อหาเอาคืนรัฐบาล หลังจำต้องหลีกทางให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เข้ามานั่งบัลลังก์แทน

“...ผมเป็นลูกผู้ชาย” คือคำตอบสั้น ง่าย สไตล์ชายชาติทหาร เมื่อ “โพสต์ทูเดย์” ถามถึงความเกี่ยวโยงกับคลิปเสียงคล้ายการสนทนาระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ โดย “บิ๊กโอ๋” ยืนยันว่า การหลุดตำแหน่ง รมว.กลาโหม ไม่เคยกระทบความรู้สึกแต่อย่างใด เพราะในนาทีที่นายกฯ ต่อสายตรงมาแจ้งข่าวร้าย คำตอบที่ได้จากปากของ พล.อ.อ.สุกำพล ถึงยิ่งลักษณ์ เรียบนิ่งสงบและเคารพการตัดสินใจของนายกฯ หญิงเป็นอย่างดี

“ผมจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ไปเกี่ยวตรงไหน แถมผมมีชื่อที่เขาพูดถึงกันในคลิปด้วย” พล.อ.อ.สุกำพล เล่าพลางยิ้มอารมณ์ดี แต่ดีกรีของเสียงยังคงหนักแน่น “...เรื่องแบบนี้ผมรับได้ ผมลูกผู้ชายพอ ถูกปรับเปลี่ยนให้มาพัก ผมไม่รู้สึกอะไรหรอกครับ เข้าใจว่าการเมืองเป็นอย่างไร มีตัวอย่างให้เห็นมาหลายครั้งแล้ว เรารู้ว่าสักวันต้องโดนอย่างนี้ วันนั้นนายกฯ ก็โทรมาเองเลย บอกเหตุผลว่าพี่มันเป็นแบบนี้ อย่างนี้นะ เราก็ตอบไปเลย ครับ ไม่มีปัญหาครับท่านนายกฯ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ แล้วผมก็ไม่ถามด้วยว่าทำไมถึงเอาผมออก ไม่ต้องถามอะ เพราะตอนผมเข้าผมก็ไม่ได้ถามเหมือนกันว่าทำไมเอาผมเข้า”

กระนั้นเนื้อหาการสนทนาในคลิปนี้ยังพูดถึงยุทธวิธีพา “นายใหญ่” กลับบ้าน ใช้ช่องทางโดยสาร “ร่างกฎหมาย” ที่ปลายทางถูกวางที่การประกาศใช้เป็นพระราชกำหนดโดยออกมติ ครม. แต่ต้องรอสัญญาณไฟเขียวจาก “สภากลาโหม” และ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ”

ในฐานะเจ้าถิ่นกลาโหมเก่า “บิ๊กโอ๋” มั่นใจว่า สภากลาโหมไม่เกี่ยวข้อง และไม่มีอำนาจหน้าที่กับการออกกฎหมายตามที่ในคลิปว่าไว้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใดควรให้ไปว่ากันในสภาผู้แทนราษฎร

“ใครจะเสนอร่างกฎหมายให้เป็นเรื่องของสภาใหญ่ สภาเขาว่ายังไงก็จบ ทหารก็ว่าตามนั้น ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไร ทหารเขาอาจคอยฟังอยู่บ้างว่าทำไมฝ่ายเห็นด้วยว่าอย่างนั้น ทำไมฝ่ายไม่เห็นด้วยว่าแบบนี้ แต่เขาก็ทำหน้าที่คอยดูเท่านั้นเอง

...ผมว่าทหารไม่ยุ่งอยู่แล้ว เขาไม่เกี่ยวถ้าเรื่องปรองดองไม่จำเป็นต้องให้เขามายุ่งเขาแค่ติดตามเฉยๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไร รัฐบาลอยากทำอะไรก็ทำไป ไม่ได้เกี่ยวกับว่าทหารเอาหรือไม่เอา เขาไม่ได้มีสิทธิมีเสียงในสภา คุณอาจให้ความเห็นได้ไม่ว่ากัน แต่คุณไม่ได้มีสิทธิยกมือ เมื่อกติกาเป็นแบบนี้ ก็ต้องเคารพกติกา”

ไม่ใช่เพียงกรณีคลิปเสียงการสนทนาที่ บิ๊กโอ๋ ระบุว่า ต้องเป็นไปตามหลักการ แต่การบริหารงานกระทรวงทะลุทะลวงมาถึง 4 สมัย ครม. เจอตอสารพัด แต่เจ้าตัวยืนหยัดว่าหากยึดหลักการเหนียวแน่น พร้อมเน้นการอธิบายก็ไม่มีสาเหตุใดให้เป็นอันต้องกังวลใจ

“เขาเชิญเข้ามาเป็น รมว.คมนาคม เข้ามาครั้งแรกก็รัฐมนตรีกระทรวงใหญ่เลยนะ ประสบการณ์ด้านนี้ไม่เคยมีมาก่อน แต่พอมาอยู่แล้ว มันไม่ยาก ผมเรียนวิชาฝ่ายเสนาธิการมา ผมเป็นทหารฝ่ายเสนาธิการอากาศมาตลอด มันได้ใช้เยอะเลย การเป็นรัฐมนตรี คือ การเป็นผู้นำองค์กร หลักคือเราไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่เราต้องใช้คนให้เป็น ผมไม่ต้องตอกตะปูเอง ไม่ต้องวางรางเอง แต่ผมต้องรู้ว่าคนในองค์กรเป็นยังไง ใช้คนให้เป็น และรักษาคนไว้ให้ดี

...ตอนผมเข้าไปคมนาคม เรื่องการซื้อขายตำแหน่งนี่ไม่มีแน่นอน ผมตั้งอธิบดี 4 คน กรมทางหลวง ทางหลวงชนบท การบินพลเรือน อะไรก็แล้วแต่ ผมเรียกมาแล้วบอกเลยคุณเป็นอธิบดีนะ จบแค่นั้น ไม่มีอะไร ผมเป็นทหาร ผมใช้หลักแบบนี้มา คือใช้ศรัทธาตั้งแต่แรก เพราะเราไม่รู้จักกันเลย แต่มีข้อแม้คือคุณต้องทำงาน”

แม้ยืนยันชัดเจนว่าการบริหารงานในกระทรวงแรกโปร่งใสตรงไปตรงมา แต่กระทรวงถัดมา “กลาโหม” ที่เขานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการร่วม1 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา มีเสียงครหาว่าสร้างรอยร้าวระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพ เบรกสารพัดโครงการ ยังไม่นับรวมกรณี “ศึกในบ้าน” กับฝ่ายข้าราชการประจำที่ระส่ำทั้งกระทรวง เมื่อสมัยครั้งมีคำสั่งเด้งปลัดกระทรวงกลาโหมเข้ากรุโทษฐานไม่สนองนโยบาย

“ไม่มีครับ ไม่มี ต้องถามว่าปัญหามีตรงไหน ผมยังคิดไม่ออกเลยว่ามีปัญหากับทหารหรือกองทัพตรงไหน ผมโตมาจากฝ่ายเสนาธิการ เป็นคนฟังเหตุฟังผล ไม่ใช่บอกว่าอั๊วจะเอาแบบนี้แบบนั้นนะ เพราะมีอะไรก็เป็นเรื่องที่เราต้องเบรนสตอร์มมิ่งกัน ผมไม่มีหรอกมาเบรกโครงการเกี่ยวกับทหาร แต่อาจมีบ้างเรื่องโครงสร้างที่มีคนอยากให้หน่วยนี้หน่วยนั้นเป็นพลโทเท่านั้นเอง อย่างที่ผ่านมาผู้บัญชาการทหารบกเขาอยากให้เจ้ากรมขนส่งทหารบกเป็นพลโท เพราะงานเขาเยอะ ผมดูแล้วงานก็เยอะจริงนะ แต่ดูแล้วยังไม่ควร เพราะผลที่ตามมาเดี๋ยวหน่วยอื่นก็ขอเป็นอีกเยอะแยะ

...ผมก็เสนอว่าถ้างานเยอะก็แยกสิ ก็เลยแยกไปให้คนหนึ่งดูแลเรื่องอุปกรณ์เรื่องรถเป็นหมื่นๆ คัน เครื่องบินต้องดูให้เรียบร้อย ส่วนอีกคนวางแผนเรื่องเคลื่อนย้าย เรื่องเอาอุปกรณ์มาใช้ยังไง ก็เป็น 2 กรม แต่เป็นพลตรีทั้งคู่ไม่มีพลโท ผมก็แก้ไขให้ เขาก็พอใจ ไม่เช่นนั้นถ้าเรามีนายพลมากไป คนเป็นพลตรีก็อยากเป็นพลโท คนที่เป็นพลโทก็อยากเป็นพลเอก เสียงมันที่อยากเป็นก็จะมีมากเกินไป” ส่วนคำสั่งเด้ง “ปลัดกลาโหม” แบบฟ้าผ่าช็อกตาตั้งทั้งกระทรวงเมื่อปีที่ผ่านมานั้น พล.อ.อ.สุกำพล ย้ำคำเดิมว่า ตัดสินใจถูกต้อง ไม่ได้เป็นการรังแกข้าราชการประจำ และส่งผลให้เกิดความกินแหนงแคลงใจในภาคส่วนอื่นของกระทรวงและกองทัพแน่นอน

“ตำแหน่งปลัดกระทรวง ผมเป็นคนที่สามารถแต่งตั้งได้เพราะทำงานกับผม ผมก็บอกว่าเอาคนนี้สิ แต่เขา (พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม) ไม่เอา จะเอาอีกคน แสดงว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ไปนั่งคุยกันในองค์ประชุม มีผม ปลัดกระทรวงขณะนั้น (พล.อ.เสถียร) ผบ.สูงสุด ผบ.ทหารบก ผบ.ทหารเรือ คุยกันว่าอย่างไร แต่วันนั้น ผบ.ทหารอากาศไม่อยู่ ปรากฏว่าคุยกัน 5 คน 4 คนรวมทั้งผมจะเอานาย ก. เป็นปลัด แต่เขายังยืนยันจะเสนอนาย ข. มาอีก

...ผมก็ไม่ว่า หน้าที่คุณคุณมีสิทธิเสนอ แต่ถ้าเป็นผมนะ ถ้าฟังด้วยหูตัวเองในห้องประชุมอย่างนี้แล้วยังเสนอมาอีก ยังดื้ออยู่ มันทุเรศนะ แล้วถึงอย่างไรเราต้องเล่นตามกติกา การประชุมเป็นประชุมลับ สื่อถามผมตลอด ผมยังไม่เคยให้สัมภาษณ์เลย แต่เขากลับเล่นไม่จบ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น”

วีรกรรมผ่านคำบอกเล่าของ พล.อ.อ.สุกำพล สะท้อนตัวตนที่อ่อนได้ แข็งเป็น แต่เมื่อตำแหน่งหน้าที่ที่เคยโลดแล่น จำต้องหลุดจากที่นั่งสละบัลลังก์ให้นายกฯ หญิง คุมกลาโหม บิ๊กโอ๋ แสดงความเชื่อมั่นว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามารถปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วง และยิ่งรวบรัดขั้นตอนการบริหารงานในกระทรวงได้รวดเร็วขึ้น

“นายกฯ นั่งกระทรวงกลาโหมด้วย หากพูดในแง่การทำงาน มันเร็วขึ้นอย่างแน่นอน เพราะถ้า รมว.กลาโหม เซย์เยส หมายถึงนายกฯ เซย์เยสด้วย แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมเซย์เยส แล้วผมไปถามนายกฯ แล้วนายกฯ กลับบอกว่าไม่โอเค มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากนายกฯ กับรมว.กลาโหม เป็นคนเดียวกัน ถ้าพูดในแง่การทำงานมันเร็วขึ้นแน่นอน

ส่วนการถูกจับตามองว่าเข้ามาล้วงโผทหาร เพราะนายกฯ จะเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลโดยอาศัยตำแหน่ง รมว.กลาโหม นั้น “บิ๊กโอ๋” เปรยสั้นๆ ว่า ป่วยการหากจะคิดแบบนั้น

“ไอ้เรื่องการล้วงโผนี่ไม่เป็นประโยชน์หรอก มันไม่จำเป็นที่ประชาธิปัตย์ต้องมาพูดว่าได้นายกฯ มา เเล้วยังตั้งรัฐมนตรีช่วย (พล.อ.ยุทธศักดิ์) มาทำให้คะแนนของฝ่ายรัฐบาลในคณะกรรมการมากขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะตอนที่ผมอยู่มี 6 คน (คณะกรรมการ : รมว.กลาโหม ปลัดกระทรวง ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ผบ.ทร.) สมมติถ้าต้องลงคะแนนเสียงกัน 3 ต่อ 3 ถูกไหม หาก รมว.กลาโหม อยู่ฝ่ายไหน เท่ากับชนะอยู่แล้ว ตอนนี้หากเข้าไปก็43 ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย

...แล้วการเลือกทหารไม่ใช่ว่าเขาต้องมายกมือกันแล้วเขียนๆ ไป มันต้องมีการคุยหารือกัน เขาต้องมาถามผมว่าคนนี้เหมาะกับตรงนี้ แล้วพี่เห็นว่ายังไง ก็คุยกันเขาก็ฟัง เขาก็เปลี่ยนให้ โผก็มาตกกับเรา บางทีคนนี้อยู่กองทัพบก กองทัพเรือ เราก็ไม่รู้จัก เราก็ถามว่าคนนี้ดีเหรอ เพราะบางครั้งเราไม่ได้รู้ทั้งหมด ถ้าดีก็เอา คือเราก็ต้องฟังเขาด้วย” บิ๊กโอ๋ย้ำถึงการพูดคุยรับฟังกันเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การเมืองกับกองทัพ “อยู่ด้วยกันได้”

...ฝ่ายการเมืองเองต้องเข้าใจตรงนี้ สมมติว่าผมเป็นรัฐมนตรี ตำแหน่งปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการสูงสุด หรือ ผบ.เหล่าทัพ น่าจะให้การเมืองมีส่วนร่วมที่จะเสนอแค่นั้นเอง แต่หลังจากนั้นฝ่ายการเมืองไม่ต้อง เมื่อคุมแม่ทัพ ทหารก็เลือกเอาเองว่าจะตั้งใคร อย่าไปล้วงว่า เห้ย! ขอหนึ่งคน อะไรแบบนี้ มันเหมือนถ้าผมบอกว่า เอาคนขับรถคุณออก เปลี่ยนเอาคนขับรถผมไปใช้แทน เขาจะไว้ใจคุณเหรอ

แต่ที่จะไปขอเขาบ้างแบบคนไทยก็มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ใช่ว่าต้องเอาคนของเราไปล้อมเขาไว้ แล้วเขาจะทำงานอย่างไร ฉะนั้นเรื่องแบบนี้มันเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์ ต้องรู้ว่าควรวางตัวอย่างไรให้ทำงานร่วมกันได้...” นายทหาร ตท.10 วัย 62 กล่าวแบบรู้ใจคนทำงานแวดวงเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท