
เพิ่มอำนาจ "อนุพงษ์" แผนดึงกองทัพอุ้มรัฐบาล
"อนุพงษ์" เป็นหมากสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการดึงกองทัพมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ให้ใส่เกียร์ว่างอีกต่อไป
"อนุพงษ์" เป็นหมากสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการดึงกองทัพมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ให้ใส่เกียร์ว่างอีกต่อไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
แม้จะไม่ถึงขั้น “ปลด” สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงจากเก้าอี้ ผอ.ศอฉ. พร้อมดัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขึ้นมารับไม้ต่อ อย่างที่สื่อสารกันคลาดเคลื่อนในช่วงแรกจนเกิดความเข้าใจผิดกันยกใหญ่ถึงขั้นโฆษก ศอฉ. ต้องรีบออกมาชี้แจงหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
แต่ทว่าการปรับโครงสร้าง ศอฉ. เพิ่มอำนาจ พล.อ.อนุพงษ์ ขึ้นมารับตำแหน่ง “หัวหน้าผู้รับผิดชอบ” ทำหน้าที่ผู้สั่งการในเรื่องการใช้กำลัง ด้วยความคล่องตัวมากขึ้น จากการปรับสายบังคับบัญชาให้สั้นลงไม่ต้องรอการตัดสินใจถึงระดับรองนายกฯ
กำลังกลายเป็นอีก “หมาก” ตาสำคัญของ “รัฐบาล” ที่ต้องการดึง “กองทัพ” กลับเข้ามายืนเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่ข้างอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต หลังจากที่ระยะหลัง “กองทัพ” เริ่มออกอาการ “เกียร์ว่าง” ไม่หือไม่อือกับการ “รับมือ” การเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง
ต้องยอมรับว่า ทั้งท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ถูกมองว่าพยายามประคองตัวรอวันเกษียณในอีกไม่กี่เดือน ถึงขั้นออกมายืนยันไม่เห็นด้วยกับคำสั่งให้สลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ราชประสงค์ระหว่างการประชุม ศอ.รส.?
ด้วยเหตุผลสำคัญที่ต้องการไม่ให้เกิดความสูญเสีย และแม้จะปิดการจราจรแต่ยังไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรง เหมือนช่วงเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว จึงยังไม่มีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังทหารเข้าสลายมาจนถึงการให้ออกมาแสดงความคิดเห็นภายหลังว่าต้องการให้ใช้ “การเมือง” แก้ปัญหาแทนการใช้กำลัง
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “กองทัพ” มีช่องว่างในการ “ลอยตัว” อยู่เหนือความขัดแย้ง คือ อำนาจบังคับบัญชาที่ พล.อ.อนุพงษ์ ยังต้องรอฟัง “สัญญาณ” จากฝ่ายการเมือง จนทำให้เป้าที่ถูกโจมตีและรับแรงเสียดทานไปทั้งหมดคือ อภิสิทธิ์ และสุเทพ
ดังนั้น การเพิ่มอำนาจให้ พล.อ.อนุพงษ์ เข้ามารับผิดชอบสั่งการเรื่องการใช้กำลังเต็มตัว นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเพิ่ม “ความรับผิดชอบ” บีบให้กองทัพต้องเข้ามายืนอยู่ข้าง “รัฐบาล” แบบไม่สามารถลอยตัวอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไปได้
รวมไปถึงการดึงให้กองทัพเข้ามาร่วมแบกรับแรงเสียดทานเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงก่นด่า ร่วมกับรัฐบาล หลังจากที่ปล่อยให้ “รัฐบาล” เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ถูกแรงเสียดทานอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เม.ย. ที่ผ่านมา
อีกด้านหนึ่งยังถูกมองว่าคำสั่งเพิ่มอำนาจ พล.อ.อนุพงษ์ เที่ยวนี้ยังสร้างแรงบีบสำคัญ ซึ่งหาก พล.อ.อนุพงษ์ ยัง “เกียร์ว่าง” อย่างที่เคยเป็นมา ก็อาจจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่มีเหตุผลเพียงพอจะนำไปสู่การปลดออกจากตำแหน่ง พร้อมดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมารับหน้าที่แทน
แม้ในความเป็นจริงอาจเป็นเรื่องยากเมื่อปัจจุบันทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทหาร แถมยังต้องปักหลักอยู่ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ การจะไปดำเนินการหักหาญถึงขั้นปลด พล.อ.อนุพงษ์ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่วิเคราะห์
ย้อนไปดูอำนาจของ “สุเทพ” ที่ยังคงอยู่ในตำแหน่ง ผอ.ศอฉ. มีหน้าที่กำหนดแนวทางและนโยบายในภาพรวม ซึ่งต้องประสานงานกับรัฐบาลเพื่อรับทราบนโยบายก่อนแปลงเป็นรายละเอียดสั่งการลงไป พร้อมกับรับหน้าที่ “ผู้กำกับการปฏิบัติ” จะคอยดูแลรายละเอียดการปฏิบัติของหน่วยต่างๆ
ขณะที่อำนาจของ พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ “หัวหน้าผู้รับผิดชอบ” คือผู้สั่งการในเรื่องการใช้กำลัง มีอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยให้อำนาจในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม และระงับยับยั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาและสั่งการส่วนราชการ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกัน แก้ไข ปราบปราม และระงับยับยั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการ “ก่อการร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงการดำเนินการอื่นตามที่นายกฯ หรือผู้กำกับการปฏิบัติงานมอบหมาย
ต่อจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ จึงกลายเป็นอีกคนที่จะต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบกับผลการ “คลี่คลาย” สถานการณ์การชุมนุมของเสื้อแดง ซึ่งจะกลายเป็นแรงบีบสำคัญให้ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องลงมาทุ่มเต็มตัวกับอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ที่สำคัญจะมีแรงบีบจากสังคมมาช่วยกดดันอีกทาง
ขณะที่บรรยากาศกำลังเริ่มจะกลับมา “คุกรุ่น” ขึ้นอีกครั้งหลังเทศกาลสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เพื่อรอคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดจะเข้ามาสมทบเพิ่มเติม แม้จะยังอุบไต๋ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่าจะเป็น “งานแรก” ที่ได้วัดฝีมือ พล.อ.อนุพงษ์
ขณะที่เริ่มเห็นการออกมา “งัดข้อ” กันระหว่าง ศอฉ. กับ เสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นการขู่บุกสีลม จน ศอฉ. ออกมาดักคอสกัด หรือการที่ ศอฉ. เตรียมส่งชุดระวังป้องกันขึ้นไปประจำการอาคารสูงในพื้นที่ราชประสงค์ จนเสื้อแดงต้องส่งการ์ดประกบอีกชั้นเพื่อป้องกันความปลอดภัย
อีกด้านหนึ่งยังถูกแรงกดดันคู่ขนานจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ออกมาขีดเส้นตาย 7 วัน ให้รัฐบาลดำเนินการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นกลุ่ม พธม. จะออกมาทำหน้าที่นั้นด้วยตนเอง
ไม่ว่าจะเร่งดำเนินการใดๆ กับกลุ่ม นปช. หรือปล่อยให้กลุ่ม พธม. ฟื้นมวลชนขึ้นมาอีกรอบ จนเกิดการปะทะกันเองของมวลชน ล้วนเป็นงานหนักต่อไปสำหรับรัฐบาล และ พล.อ.อนุพงษ์ ที่จะหาจุดสมดุลในการดำเนินการต่อจากนี้







