
"การเมือง-กองทัพ"ต้องแลกใจไม่ล้วงลูก
อย่าไปล้วงว่า เฮ้ย!ขอหนึ่งคนมันเหมือนถ้าผมบอกว่า เอาคนขับรถคุณออก เปลี่ยนเอาคนขับรถผมไปใช้แทน เขาจะไว้ใจคุณเหรอ
โดย...วิษณุ นุ่นทอง/ ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
“คลิปถั่งเช่า” แพร่ระบาดทั่วเมืองสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งรัฐบาล กองทัพ จนหลายฝ่ายส่องสายตาตามหาผู้ปล่อยคลิปเสียงอันลือลั่น โดยหนึ่งในรายชื่อนั้นมีชื่อ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม เป็นผู้ต้องสงสัยทันที เพราะเพิ่งหล่นเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ปู 5 จึงหนีไม่พ้นข้อหาเอาคืนรัฐบาล หลังจำต้องหลีกทางให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เข้ามานั่งบัลลังก์แทน
“...ผมเป็นลูกผู้ชาย” คือคำตอบสั้น ง่าย สไตล์ชายชาติทหาร เมื่อ “โพสต์ทูเดย์” ถามถึงความเกี่ยวโยงกับคลิปเสียงคล้ายการสนทนาระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ โดย “บิ๊กโอ๋” ยืนยันว่า การหลุดตำแหน่ง รมว.กลาโหม ไม่เคยกระทบความรู้สึกแต่อย่างใด เพราะในนาทีที่นายกฯ ต่อสายตรงมาแจ้งข่าวร้าย คำตอบที่ได้จากปากของ พล.อ.อ.สุกำพล ถึง ยิ่งลักษณ์ เรียบนิ่งสงบและเคารพการตัดสินใจของนายกฯ หญิงเป็นอย่างดี
“ผมจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ไปเกี่ยวตรงไหน แถมผมมีชื่อที่เขาพูดถึงกันในคลิปด้วย” พล.อ.อ.สุกำพล เล่าพลางยิ้มอารมณ์ดี แต่ดีกรีของเสียงยังคงหนักแน่น “...เรื่องแบบนี้ผมรับได้ ผมลูกผู้ชายพอ ถูกปรับเปลี่ยนให้มาพัก ผมไม่รู้สึกอะไรหรอกครับ เข้าใจว่าการเมืองเป็นอย่างไร มีตัวอย่างให้เห็นมาหลายครั้งแล้ว เรารู้ว่าสักวันต้องโดนอย่างนี้ วันนั้นนายกฯ ก็โทรมาเองเลย บอกเหตุผลว่าพี่มันเป็นแบบนี้ อย่างนี้นะ เราก็ตอบไปเลย ครับ ไม่มีปัญหาครับท่านนายกฯ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ แล้วผมก็ไม่ถามด้วยว่าทำไมถึงเอาผมออก ไม่ต้องถามอะ เพราะตอนผมเข้าผมก็ไม่ได้ถามเหมือนกันว่าทำไมเอาผมเข้า”
กระนั้นเนื้อหาการสนทนาในคลิปนี้ยังพูดถึงยุทธวิธีพา “นายใหญ่” กลับบ้าน ใช้ช่องทางโดยสาร “ร่างกฎหมาย” ที่ปลายทางถูกวางที่การประกาศใช้เป็นพระราชกำหนดโดยออกมติ ครม. แต่ต้องรอสัญญาณไฟเขียวจาก “สภากลาโหม” และ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ”
ในฐานะเจ้าถิ่นกลาโหมเก่า “บิ๊กโอ๋” มั่นใจว่า สภากลาโหมไม่เกี่ยวข้อง และไม่มีอำนาจหน้าที่กับการออกกฎหมายตามที่ในคลิปว่าไว้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใดควรให้ไปว่ากันในสภาผู้แทนราษฎร
“ใครจะเสนอร่างกฎหมายให้เป็นเรื่องของสภาใหญ่ สภาเขาว่ายังไงก็จบ ทหารก็ว่าตามนั้น ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไร ทหารเขาอาจคอยฟังอยู่บ้างว่าทำไมฝ่ายเห็นด้วยว่าอย่างนั้น ทำไมฝ่ายไม่เห็นด้วยว่าแบบนี้ แต่เขาก็ทำหน้าที่คอยดูเท่านั้นเอง
...ผมว่าทหารไม่ยุ่งอยู่แล้ว เขาไม่เกี่ยวถ้าเรื่องปรองดองไม่จำเป็นต้องให้เขามายุ่งเขาแค่ติดตามเฉยๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไร รัฐบาลอยากทำอะไรก็ทำไป ไม่ได้เกี่ยวกับว่าทหารเอาหรือไม่เอา เขาไม่ได้มีสิทธิมีเสียงในสภา คุณอาจให้ความเห็นได้ไม่ว่ากัน แต่คุณไม่ได้มีสิทธิยกมือ เมื่อกติกาเป็นแบบนี้ ก็ต้องเคารพกติกา”
ไม่ใช่เพียงกรณีคลิปเสียงการสนทนาที่ บิ๊กโอ๋ ระบุว่า ต้องเป็นไปตามหลักการ แต่การบริหารงานกระทรวงทะลุทะลวงมาถึง 4 สมัย ครม. เจอตอสารพัด แต่เจ้าตัวยืนหยัดว่าหากยึดหลักการเหนียวแน่น พร้อมเน้นการอธิบายก็ไม่มีสาเหตุใดให้เป็นอันต้องกังวลใจ
“เขาเชิญเข้ามาเป็น รมว.คมนาคม เข้ามาครั้งแรกก็รัฐมนตรีกระทรวงใหญ่เลยนะ ประสบการณ์ด้านนี้ไม่เคยมีมาก่อน แต่พอมาอยู่แล้ว มันไม่ยาก ผมเรียนวิชาฝ่ายเสนาธิการมา ผมเป็นทหารฝ่ายเสนาธิการอากาศมาตลอด มันได้ใช้เยอะเลย การเป็นรัฐมนตรี คือ การเป็นผู้นำองค์กร หลักคือเราไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่เราต้องใช้คนให้เป็น ผมไม่ต้องตอกตะปูเอง ไม่ต้องวางรางเอง แต่ผมต้องรู้ว่าคนในองค์กรเป็นยังไง ใช้คนให้เป็น และรักษาคนไว้ให้ดี
...ตอนผมเข้าไปคมนาคม เรื่องการซื้อขายตำแหน่งนี่ไม่มีแน่นอน ผมตั้งอธิบดี 4 คน กรมทางหลวง ทางหลวงชนบท การบินพลเรือน อะไรก็แล้วแต่ ผมเรียกมาแล้วบอกเลยคุณเป็นอธิบดีนะ จบแค่นั้น ไม่มีอะไร ผมเป็นทหาร ผมใช้หลักแบบนี้มา คือใช้ศรัทธาตั้งแต่แรก เพราะเราไม่รู้จักกันเลย แต่มีข้อแม้คือคุณต้องทำงาน”
แม้ยืนยันชัดเจนว่าการบริหารงานในกระทรวงแรกโปร่งใสตรงไปตรงมา แต่กระทรวงถัดมา “กลาโหม” ที่เขานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการร่วม 1 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา มีเสียงครหาว่าสร้างรอยร้าวระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพ เบรกสารพัดโครงการ ยังไม่นับรวมกรณี “ศึกในบ้าน” กับฝ่ายข้าราชการประจำที่ระส่ำทั้งกระทรวง เมื่อสมัยครั้งมีคำสั่งเด้งปลัดกระทรวงกลาโหมเข้ากรุโทษฐานไม่สนองนโยบาย
“ไม่มีครับ ไม่มี ต้องถามว่าปัญหามีตรงไหน ผมยังคิดไม่ออกเลยว่ามีปัญหากับทหารหรือกองทัพตรงไหน ผมโตมาจากฝ่ายเสนาธิการ เป็นคนฟังเหตุฟังผล ไม่ใช่บอกว่าอั๊วจะเอาแบบนี้แบบนั้นนะ เพราะมีอะไรก็เป็นเรื่องที่เราต้องเบรนสตอร์มมิ่งกัน ผมไม่มีหรอกมาเบรกโครงการเกี่ยวกับทหาร แต่อาจมีบ้างเรื่องโครงสร้างที่มีคนอยากให้หน่วยนี้หน่วยนั้นเป็นพลโทเท่านั้นเอง อย่างที่ผ่านมาผู้บัญชาการทหารบกเขาอยากให้เจ้ากรมขนส่งทหารบกเป็นพลโท เพราะงานเขาเยอะ ผมดูแล้วงานก็เยอะจริงนะ แต่ดูแล้วยังไม่ควร เพราะผลที่ตามมาเดี๋ยวหน่วยอื่นก็ขอเป็นอีกเยอะแยะ
...ผมก็เสนอว่าถ้างานเยอะก็แยกสิ ก็เลยแยกไปให้คนหนึ่งดูแลเรื่องอุปกรณ์เรื่องรถเป็นหมื่นๆ คัน เครื่องบินต้องดูให้เรียบร้อย ส่วนอีกคนวางแผนเรื่องเคลื่อนย้าย เรื่องเอาอุปกรณ์มาใช้ยังไง ก็เป็น 2 กรม แต่เป็นพลตรีทั้งคู่ไม่มีพลโท ผมก็แก้ไขให้ เขาก็พอใจ ไม่เช่นนั้นถ้าเรามีนายพลมากไป คนเป็นพลตรีก็อยากเป็นพลโท คนที่เป็นพลโทก็อยากเป็นพลเอก เสียงมันที่อยากเป็นก็จะมีมากเกินไป” ส่วนคำสั่งเด้ง “ปลัดกลาโหม” แบบฟ้าผ่าช็อกตาตั้งทั้งกระทรวงเมื่อปีที่ผ่านมานั้น พล.อ.อ.สุกำพล ย้ำคำเดิมว่า ตัดสินใจถูกต้อง ไม่ได้เป็นการรังแกข้าราชการประจำ และส่งผลให้เกิดความกินแหนงแคลงใจในภาคส่วนอื่นของกระทรวงและกองทัพแน่นอน
“ตำแหน่งปลัดกระทรวง ผมเป็นคนที่สามารถแต่งตั้งได้เพราะทำงานกับผม ผมก็บอกว่าเอาคนนี้สิ แต่เขา (พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม) ไม่เอา จะเอาอีกคน แสดงว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ไปนั่งคุยกันในองค์ประชุม มีผม ปลัดกระทรวงขณะนั้น (พล.อ.เสถียร) ผบ.สูงสุด ผบ.ทหารบก ผบ.ทหารเรือ คุยกันว่าอย่างไร แต่วันนั้น ผบ.ทหารอากาศไม่อยู่ ปรากฏว่าคุยกัน 5 คน 4 คนรวมทั้งผมจะเอานาย ก. เป็นปลัด แต่เขายังยืนยันจะเสนอนาย ข. มาอีก
...ผมก็ไม่ว่า หน้าที่คุณคุณมีสิทธิเสนอ แต่ถ้าเป็นผมนะ ถ้าฟังด้วยหูตัวเองในห้องประชุมอย่างนี้แล้วยังเสนอมาอีก ยังดื้ออยู่ มันทุเรศนะ แล้วถึงอย่างไรเราต้องเล่นตามกติกา การประชุมเป็นประชุมลับ สื่อถามผมตลอด ผมยังไม่เคยให้สัมภาษณ์เลย แต่เขากลับเล่นไม่จบ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น”
วีรกรรมผ่านคำบอกเล่าของ พล.อ.อ.สุกำพล สะท้อนตัวตนที่อ่อนได้ แข็งเป็น แต่เมื่อตำแหน่งหน้าที่ที่เคยโลดแล่น จำต้องหลุดจากที่นั่งสละบัลลังก์ให้นายกฯ หญิง คุมกลาโหม บิ๊กโอ๋ แสดงความเชื่อมั่นว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามารถปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วง และยิ่งรวบรัดขั้นตอนการบริหารงานในกระทรวงได้รวดเร็วขึ้น
“นายกฯ นั่งกระทรวงกลาโหมด้วย หากพูดในแง่การทำงาน มันเร็วขึ้นอย่างแน่นอน เพราะถ้า รมว.กลาโหม เซย์เยส หมายถึงนายกฯ เซย์เยสด้วย แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมเซย์เยส แล้วผมไปถามนายกฯ แล้วนายกฯ กลับบอกว่าไม่โอเค มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหากนายกฯ กับรมว.กลาโหม เป็นคนเดียวกัน ถ้าพูดในแง่การทำงานมันเร็วขึ้นแน่นอน
ส่วนการถูกจับตามองว่าเข้ามาล้วงโผทหาร เพราะนายกฯ จะเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลโดยอาศัยตำแหน่ง รมว.กลาโหม นั้น “บิ๊กโอ๋” เปรยสั้นๆ ว่า ป่วยการหากจะคิดแบบนั้น
“ไอ้เรื่องการล้วงโผนี่ไม่เป็นประโยชน์หรอก มันไม่จำเป็นที่ประชาธิปัตย์ต้องมาพูดว่าได้นายกฯ มา เเล้วยังตั้งรัฐมนตรีช่วย (พล.อ.ยุทธศักดิ์) มาทำให้คะแนนของฝ่ายรัฐบาลในคณะกรรมการมากขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกันเลย เพราะตอนที่ผมอยู่มี 6 คน (คณะกรรมการ : รมว.กลาโหม ปลัดกระทรวง ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ผบ.ทร.) สมมติถ้าต้องลงคะแนนเสียงกัน 3 ต่อ 3 ถูกไหม หาก รมว.กลาโหม อยู่ฝ่ายไหน เท่ากับชนะอยู่แล้ว ตอนนี้หากเข้าไปก็4-3 ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
...แล้วการเลือกทหารไม่ใช่ว่าเขาต้องมายกมือกันแล้วเขียนๆ ไป มันต้องมีการคุยหารือกัน เขาต้องมาถามผมว่าคนนี้เหมาะกับตรงนี้ แล้วพี่เห็นว่ายังไง ก็คุยกันเขาก็ฟัง เขาก็เปลี่ยนให้ โผก็มาตกกับเรา บางทีคนนี้อยู่กองทัพบก กองทัพเรือ เราก็ไม่รู้จัก เราก็ถามว่าคนนี้ดีเหรอ เพราะบางครั้งเราไม่ได้รู้ทั้งหมด ถ้าดีก็เอา คือเราก็ต้องฟังเขาด้วย” บิ๊กโอ๋ย้ำถึงการพูดคุยรับฟังกันเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การเมืองกับกองทัพ “อยู่ด้วยกันได้”
...ฝ่ายการเมืองเองต้องเข้าใจตรงนี้ สมมติว่าผมเป็นรัฐมนตรี ตำแหน่งปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการสูงสุด หรือ ผบ.เหล่าทัพ น่าจะให้การเมืองมีส่วนร่วมที่จะเสนอแค่นั้นเอง แต่หลังจากนั้นฝ่ายการเมืองไม่ต้อง เมื่อคุมแม่ทัพ ทหารก็เลือกเอาเองว่าจะตั้งใคร อย่าไปล้วงว่า เฮ้ย! ขอหนึ่งคน อะไรแบบนี้ มันเหมือนถ้าผมบอกว่า เอาคนขับรถคุณออก เปลี่ยนเอาคนขับรถผมไปใช้แทน เขาจะไว้ใจคุณเหรอ
แต่ที่จะไปขอเขาบ้างแบบคนไทยก็มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ใช่ว่าต้องเอาคนของเราไปล้อมเขาไว้ แล้วเขาจะทำงานอย่างไร ฉะนั้นเรื่องแบบนี้มันเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์ ต้องรู้ว่าควรวางตัวอย่างไรให้ทำงานร่วมกันได้...” นายทหาร ตท.10 วัย 62 กล่าวแบบรู้ใจคนทำงานแวดวงเดียวกัน
ฝีต้องแตก เจ็บแต่จบ!
สนามการเมืองกำลังเลี้ยวสู่โค้งอันตราย จากปมร้อนในร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่รอเข้าสู่สภาเดือนสิงหาฯ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ปรองดองและร่างนิรโทษกรรมที่ยิ่งทวีอุณหภูมิสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังเนื้อหาคลิปมีการแตะประเด็นเรื่องนิรโทษ “อีกสูตร” แบบนอกเหนือความคาดหมายปูพรมให้ อดีตนายกฯ กลับประเทศไทยแบบเหนือเมฆ
“บิ๊กโอ๋” ประเมินสถานการณ์พร้อมแนะรัฐบาลเวลานี้ว่า จงอย่าคาราคาชัง ถึงเวลาแล้วที่ต้องเดินหน้า หากเห็นว่าต่อสู้บนแนวทางที่ชอบธรรมก็ลุยได้ทันที
“รัฐบาลต้องเดินหน้าแล้ว เพราะสัญญากับประชาชนว่าต้องการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง อย่างการปรองดองก็ต้องทำ ถ้าปล่อยให้ประเทศอึมครึม เหมือนฝีไม่แตกสักที มันก็เจ็บอยู่อย่างนี้ มันต้องแตกสักทีแล้วจะได้จบไป จะได้หายเจ็บปวด แต่ทีนี้มันต้องกล้า ซึ่งผมเห็นว่า นายกฯ ก็เป็นผู้หญิงกล้าคนหนึ่ง
...แต่วันนี้ติดอยู่อย่างเดียว คือ อดีตนายกฯ ทักษิณ คือ ถ้าพูดถึงโหมดลึกๆ นายกฯทักษิณเพื่อนผม เขาเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ไอ้การที่เอาเขาไปติดคุกในเรื่องเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินเนี่ยมันทุเรศไป ต้องพูดอย่างนี้เลย รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นปัญหา คุณกับเขาไม่ถูกกัน แล้วตั้งเขามาเป็นกรรมการสอบสวนคุณ เห็นหน้าก็เรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามองประเทศเราอย่างเดียว ดูชาติอื่นด้วย วันนี้ชาติอื่นเขาให้เข้าประเทศหมดเลย เขามองเห็นว่าไอเรื่องแบบนี้มันน่าเกลียด แต่มีชาติไทยที่เข้ามาไม่ได้อยู่ชาติเดียว
วันนี้รัฐบาลต้องเดินไปอย่างถูกต้อง เมื่อกระบวนการยุติธรรมตอนนั้นไม่ปกติ ก็ต้องพาอดีตนายกฯ กลับมาเข้ากระบวนการยุติธรรมใหม่ รัฐบาลหากมั่นใจแล้วว่าถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทำไปเลย อย่าไปกลัว ประเทศไทยฝีมันจะแตกต้องเจ็บหน่อย ไม่อย่างนั้นก็ต้องอยู่แบบนี้ ขู่กันไปขู่กันมา ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี”
ชาวบ้านเปลี่ยนใจ รัฐปัตตานีไปไม่รอด
เสียงวิพากษ์กระหึ่มดัง ภายหลัง “ยิ่งลักษณ์” ตัดสินใจควบเก้าอี้กระทรวงทหาร บ้างว่าเป็นการต่อรองอำนาจ บ้างว่าคือเกมผสานผลประโยชน์ร่วม รวมไปถึงเสียงที่แสดงความเชื่อมั่นว่า หากนายกฯ รุกคืบเข้ากองทัพ การปฏิวัติ! เห็นทีจะเป็นไปได้ยาก
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต แสดงทรรศนะถึงความสัมพันธ์กองทัพ-รัฐบาล และแนวโน้มการเกิดรัฐประหารว่า คลื่นลมยังสงบเป็นปกติ ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการเมืองไทยเวลานี้ ปัจจัยการรัฐประหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเดินเกมของผู้นำเพียงอย่างเดียว เพราะมวลชนที่ตื่นตัวทางการเมืองมีอิทธิพลอย่างสูง ซึ่งหากใครจะปฏิวัติคงต้องคิดหนัก เพราะการเรียนรู้ทางการเมืองภาคมวลชนแตกต่างจากอดีตเป็นอย่างมาก
“ความสัมพันธ์ทหารและรัฐบาลเป็นไปด้วยดี ต้องเข้าใจว่าเขาอยู่กับรัฐบาลเก่ามา อยู่กับประชาธิปัตย์ ปฏิวัติกันมา จะสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ แต่หลังจากปฏิวัติประเทศแย่เลย ความสมานฉันท์ไม่มี สถาบันเบื้องบนถูกแตะต้องเยอะ แต่ถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่หลังจากเป็นรัฐบาลปุ๊บ เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผมอยู่คมนาคมบอกได้เลยว่า ถ้าไม่มีทหาร ตายแน่ เพราะแผนภัยพิบัติทั้งหลายกระทรวงมหาดไทยจะดูแลเฉพาะแผน แต่ผู้ปฏิบัติต้องเป็นทหารที่มีเครื่องมือ เขาจะมีอุปกรณ์และคนมากเป็นพิเศษ พอมันช่วยกัน เลยทำให้การหมางใจที่ผ่านมามันสมานได้เร็วขึ้น
...พูดตรงๆ ว่าผู้บังคับบัญชาบางคนที่เขาเคยอยู่ฝ่ายโน้นมา ตั้งแต่ยุคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ต้องเข้าใจเขา แต่ต้องบอกว่า ทหารโดยเฉพาะทหารชั้นผู้ใหญ่ ผู้บัญชาการเหล่าทัพนี่เขาเป็นคนมีความคิด เขารู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด แต่เขาต้องทำ แต่มาอยู่กับฝ่ายนี้ เราทำถูกทำผิดยังไงเขารู้ครับ เขาเป็นคนมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถ เขารู้อยู่ในใจว่าทางฝ่ายโน้นกลั่นแกล้งยังไง ทางนี้เป็นยังไง เขาแยกออกครับ ถ้าเขามีคุณธรรมแล้ว ไม่ฝักใฝ่มากไป บางครั้งก็ต้องดึงเขากลับมา
โดยเฉพาะ ผบ.ทบ. (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เป็นคนเรียนเก่ง เป็นหัวหน้าตอน อาจจะโผงผางบ้าง เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เขามีความคิดความอ่าน เขาอยู่ประชาธิปัตย์มา เขารู้ว่าเป็นยังไง ตอนเขาอยู่เขาก็รู้ว่าไม่ได้เป็นใหญ่ถูกไหม เพราะฉะนั้นถ้าเขาอยู่ทางโน้น จะขึ้นมาได้ไหม ไม่ได้หรอก เราก็ต้องเข้าใจเขา ขึ้นแล้วมาอยู่กับเราตรงนี้ เขาก็อยู่ตรงกลาง ขยับตัวเป็นกลาง เป็นทหารแท้ๆ ที่เราเห็น
...ส่วนการปฏิวัตินั้น บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย องคาพยพมันเยอะ ละเอียดอ่อน ไม่ใช่ทำกันสิบคน มันทำกันเป็นหมื่นคน แต่จะบอกว่าไม่มีก็พูดไม่ได้ ถามว่าโอกาสมีไหม มี แต่โอกาสจะมากจะน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่รู้ๆ วันนี้เงื่อนไขการปฏิวัติไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ก่อนไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้อง ทหารอยากทำก็ทำได้ แต่วันนี้มีกลุ่มพลังทั้งหลายแบ็กอัพอยู่เยอะ โดยเฉพาะเสื้อแดง หากรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และเสื้อแดงยังดีกันอยู่ บอกได้เลยว่ายาก เพราะเครือข่ายมหาศาล เป่านกหวีดปิ๊ดเดียวพรึบขึ้นมาเลย”
แม้ยังมั่นใจว่าเสถียรภาพภายในยังไม่ถึงขั้นสั่นคลอนรัฐบาล ขณะเดียวกันสถานการณ์ภายนอกอย่าง “ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” จากขบวนการผู้เห็นต่างจากรัฐ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ให้รัฐยังต้องก่ายหน้าผาก เพราะสถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะอดีตบิ๊กด้านความมั่นคง พล.อ.อ.สุกำพล ให้ความเห็นเรื่องนี้น่าสนใจ
“...ปัญหาภาคใต้ ถ้าจะไปแก้แบบกวาดล้างกันเลย เราก็ทำได้ จบเร็ว แต่ว่าจะไม่สิ้นสุด เดี๋ยวจะมาอีก วันนี้ถามว่าเขาเหนือกว่าเราตรงไหนบ้าง ไม่มี แต่ที่เขาเหนือกว่าเราจริงๆ คือ เขาไม่แต่งเครื่องแบบให้รู้ว่าใครเป็นใคร และเขาสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยึดกฎหมาย แต่เราทำไม่ได้ ต้องเดินไปแบบยึดกติกา ตัวอย่างที่เราเห็นมาประเทศอื่น อินโดนีเซียกวาดล้างโหดมาก จนองค์กรระหว่างประเทศเข้ามา สรุปว่าอินโดฯ ต้องเสียดินแดนคืนติมอร์ให้เป็นอิสรภาพไป ถามว่าเราอยากทำแบบนั้นไหม เราไม่อยากทำ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใจเย็น
...ที่ต้องทำ คือ วันนี้กองทัพต้องเป็นผู้นำ ปัญหาความมั่นคงเหมือนไฟไหม้บ้าน ต้องดับไฟก่อน แล้วค่อยไปหาว่าคนที่เผาบ้านผมเป็นใคร ต้องไปล้างความคิดเขาว่า ต่อไปนี้อย่าเผาอีก ทหารก็ต้องดับไฟ ส่วนการล้างความคิดก็เป็นเรื่องของอีกหน่วยที่ต้องทำ วันนี้เราก็เดินเกมนี้ต่อไป แต่ผมบอกได้ว่า ก่อนที่ผมจะออกมาในทางทหารเราก็รู้อยู่แล้วว่ามี 136 หมู่บ้านที่เกิดเหตุการณ์ในขั้นรุนแรง วันสุดท้ายก่อนผมออกจากตำแหน่ง จาก 136 เหลือเพียง 24 หมู่บ้าน เพราะฉะนั้นเหลือ 6 เดือนจะถึงสิ้นปีนี้ เป้าหมายน่าจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง น่าจะมีข่าวดีเกิดขึ้น”
อย่างไรก็ตาม “บิ๊กโอ๋” ยังประเมินจุดอ่อนของเจ้าหน้าที่เวลานี้ว่า มีปัญหาใหญ่เรื่องวางระเบิด คือ แผนการลอบวางเปลี่ยนไป ส่งผลให้การป้องกันของเจ้าหน้าที่ทหารยากลำบากขึ้น
“เดี๋ยวนี้มันพัฒนาขึ้น ระเบิดไม่ได้ลอบฝังไว้ก่อนล่วงหน้า การใช้วิธีลอบฝังไว้ก่อนตอนนี้น้อยมาก เช่น กรณีพันตรีที่เสียชีวิต กลุ่มนั้นก็ขี่มอเตอร์ไซค์แซงขึ้นไป แล้วไปดักวางท่อข้างหน้าเลย เอาท่อลอด ลากสายปุ๊บก็ตู้ม วิ่งเข้าป่า ถามว่าการวางระเบิดตามถนน ดูไหม ดูสิ เมื่อเช้าดูมา 3 เที่ยวแล้ว แต่เมื่อ 15 นาทีที่แล้วไม่ได้ดู เพราะเพิ่งเอาไปลอบวางสดๆ จะให้ดูทุกนาทีก็ไม่ได้ มันเลยป้องกันยาก”
แม้จุดอ่อนทางวิธีการทำให้เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยเพลี่ยงพล้ำ แต่ขณะเดียวกัน “บิ๊กโอ๋” ระบุว่า เรามีจุดแข็งจากความร่วมมือของชาวบ้านสามารถพลิกแก้สถานการณ์กลับมาได้หลายครั้ง
“ตอนนี้การดูแลตัวเองของชาวบ้านในภาคใต้เขาเข้มแข็งมาก หลายที่เขาจะตั้งเป็นชมรมเลย ชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ อย่างกรณีตอนนั้นมีการมาวางระเบิดเล็ก 10 ลูก แต่มีชาวบ้านผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า เห็นผู้หญิงใส่ชุดฮิญาบ เเต่เขาเอะใจว่าคนนี้เป็นใคร แล้วก็สงสัยว่าคนที่สวมฮิญาบน่าจะเป็นผู้ชาย ไม่น่าใช่ผู้หญิง ก็ไปแจ้ง|เจ้าหน้าที่ ทีนี้ก็หากันเลย ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ ช่วยกันสอบถามเมื่อตะกี๊เห็นไปทางไหน เข้ามาร้านนี้ไหม จนในที่สุดหาลูกระเบิดเจอ แล้วเก็บออกไปได้”
“นี่คือสิ่งที่เขาช่วยกันจนหาระเบิดเจอ บอกเลยว่าชาวบ้านเขาไม่อยากให้เกิด เขาค้าขายของเขาอยู่ ก็ช่วยกันดู ชาวบ้านเขารู้เขาก็บอก” “บิ๊กโอ๋” เล่าก่อนย้ำถึงจุดเเข็งอันเป็นเสมือนน้ำเย็นในการดับไฟว่า
“จุดแข็งตอนนี้ คือ ชาวบ้านเขารู้แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นไม่มีทางสำเร็จ การจะแบ่งแยกอะไร ไม่มีทางสำเร็จ ชาวบ้านบอกว่ากูเบื่อที่จะเป็นสภาพแบบนี้ เขาอยากตื่นขึ้นมาแบบไม่มีค่าย ไม่มีทหาร ไม่มีระเบิด ไม่มีลอบยิง เขาก็พอใจแล้ว เขาไม่ต้องการอะไรแล้ว เขาเชื่อแล้วว่ารัฐปัตตานีมันอยู่ไม่รอด จะอยู่ได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าภาคใต้ 3 จังหวัด มีน้ำมันเพียบอยู่ได้แล้ว แต่ตอนนี้ชาวบ้านเขารู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้”พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวในที่สุด







