
เอเชียยิ้มรับจีนขึ้นหยวน งานนี้ "ได้" คุ้มเสีย
หากจีนขึ้นค่าหยวนจะเพิ่มความได้เปรียบให้กับประเทศในเอเชีย เพราะนอกจากจะแข่งขันในการส่งออกได้แล้ว ยังมีทุนไหลเข้าจีนและเอเชียก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
หากจีนขึ้นค่าหยวนจะเพิ่มความได้เปรียบให้กับประเทศในเอเชีย เพราะนอกจากจะแข่งขันในการส่งออกได้แล้ว ยังมีทุนไหลเข้าจีนและเอเชียก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
อาจเรียกได้ว่าแรงกดดันจากนานาชาติให้พญามังกรจีนปรับขึ้นค่าเงินหยวนนั้น เป็นไปอย่างมั่นคง สม่ำเสมอ และต่อเนื่องยิ่งกว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นเอเชียที่พุ่งแรงเสียอีก และแรงกระเพื่อมที่เริ่มจากสหรัฐและยุโรปตั้งแต่ปลายปี 2552 ที่ผ่านมา ก็เริ่มได้รับแรงหนุนมากขึ้นจากประเทศในซีกเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
จริงอยู่ว่าหากจีนปรับขึ้นค่าเงินหยวน จะส่งผลให้บรรดาค่าเงินในเอเชียซึ่งรวมถึงเงินบาทไทย แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ทว่าหลายฝ่ายก็เริ่มที่จะเล็งเห็นข้อดีมากกว่าข้อเสียในยามนี้
ประการแรก บรรดาประเทศคู่ค้ากับจีนจะได้เปรียบในการค้ามากขึ้น ยูโนสึเกะ อิเคดะ นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันวิจัยโนมูระ ในญี่ปุ่น เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า การแข็งค่าของเงินหยวนจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ซึ่งเป็นคู่ค้ากับจีน
ได้เปรียบในแง่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ศักยภาพการแข่งขันและการค้าของจีนเองจะลดลง จากค่าเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม และต้องไม่ลืมด้วยว่า แม้จีนจะเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่กับหลายประเทศในเอเชีย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคู่แข่งรายใหญ่ไปพร้อมกันด้วย
ค่าเงินที่แข็งขึ้นอาจทำให้การส่งออกสินค้าของจีนไปยังฝั่งยุโรปและสหรัฐลดลง ทั้งการส่งออกสินค้าปกติและการส่งออกสินค้าในกลุ่มโควตา เปิดทางให้สินค้าจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียสามารถขึ้นมาแข่งขันได้มากขึ้นแทน
ประการที่สอง การที่ค่าเงินเอเชียจะแข็งค่าตามเงินหยวนไปด้วยนั้น ในนาทีนี้อาจไม่น่าห่วงเท่าที่ควร เพราะเศรษฐกิจของซีกโลกเอเชียเริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอยได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น ภาคการส่งออกที่เป็นหัวใจหลักของหลายประเทศทยอยปรับตัวดีขึ้น อาทิ ตัวเลขการส่งออกของสิงคโปร์เดือน มี.ค. ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้ โดยเพิ่มขึ้น 3.9% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกไตรมาสแรกของเกาหลีใต้ ก็พุ่งขึ้นทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ 36.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ความแข็งแกร่งของเอเชีย หรือที่บางคนมองว่าเป็นเพราะความอ่อนแอในซีกตะวันตกเอง ทำให้กระแสทุนหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคนี้ และส่งผลให้ค่าเงินเอเชียแข็งขึ้นถ้วนหน้า แม้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร เพราะการฟื้นตัวของสหรัฐที่เริ่มดีขึ้น ทว่าเงินเหรียญสหรัฐก็ยังอ่อนค่าอยู่ถึง 4% เมื่อเทียบกับเหรียญออสเตรเลีย 6% เมื่อเทียบกับริงกิตมาเลเซีย 5% เมื่อเทียบกับวอนเกาหลีใต้ และ 4% เมื่อเทียบกับรูปีอินเดีย
การฟื้นตัวที่ดีขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานของเอเชียเอง จะช่วยให้นักลงทุนมีความมั่นใจในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตามมา ทั้งการลงทุนระยะยาวในแง่ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) หรือการลงทุนในตลาดทุน ซึ่งยังคงต่อเนื่องได้อีกยาวกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้
หากจีนปรับขึ้นค่าเงินหยวน จะส่งผลให้กระแสทุนไหลเข้าจีนมากขึ้น และยังเอื้อหนุนไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยล่าสุดบริษัท ไพรเวต อิควิตี ในอังกฤษ โคลเลอร์ แคปปิตอล และสมาร์ตไพรเวต อิควิตี ในตลาดเกิดใหม่ (EMPEA) ได้เปิดเผยว่า นักลงทุนด้านไพรเวต อิควิตี อีกมากกว่าครึ่ง หรือ 57% มีแผนจะเข้ามาลงทุนมากขึ้นอีกในประเทศตลาดเกิดใหม่ภายใน 2 ปีนี้ โดยเฉพาะจีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งคาดว่าตลาดเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับตลาดในซีกโลกตะวันตก
และปัจจัยบวกที่สำคัญจากค่าเงินแข็งค่าก็คือ การนำเข้าสินค้าที่ถูกลง
ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่แล้ว ประเทศที่เน้นด้านการส่งออกอย่างไทย จะชื่นชอบบาทอ่อนมากกว่าบาทแข็ง เพราะจะช่วยเกื้อภาคการส่งออก
ทว่าสภาพการณ์ในปัจจุบันนี้หรือปีนี้ คือ ปีที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มที่จะฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลังเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกใน 12 ปีที่แล้ว และจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมและบริษัทต่างๆ ต้องเริ่มการสั่งซื้อวัตถุดิบ เครื่องจักร นวัตกรรม หรือสินค้าอื่นๆ เพื่อขยายธุรกิจอีกครั้งหลังจากที่ซบเซามา ซึ่งภาคส่วนต่างๆ ได้ยุติหรือลดการสั่งซื้อและใช้สินค้าวัตถุดิบในสต๊อกแทน
ขณะเดียวกันประชาชนเองก็เริ่มมีอำนาจในการจับจ่ายซื้อสินค้าอีกครั้ง โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในภาพรวมถือว่าเป็นประโยชน์ต่อแวดวงการค้าระหว่างประเทศด้วย
อย่างไรก็ดี มีข้อที่ควรระวังด้วยเช่นกัน คือ การที่ธนาคารกลางในเอเชียเข้าไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อพยุงค่าเงินของตนเองนั้น อาจมีต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันยังมีแนวโน้มว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมันและทองคำ อาจปรับตัวสูงขึ้นตาม เพราะนอกจากเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลงแล้ว ก็ต้องไม่ลืมเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่จะทยอยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้
หากลองพิจารณาดูปัจจัยหลายอย่างในจีนแล้ว หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลกรุงปักกิ่ง อาจเตรียมการสำหรับการขึ้นค่าเงินหยวนในอีกไม่นานนี้ เพราะทางการจีนเริ่มที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ เข้มงวดขึ้น เพื่อคุมความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์ในประเทศ ซึ่งในแง่หนึ่งนั้น หมายถึงเตรียมปูทางรับกระแสทุนต่างชาติที่จะหลั่งไหลเข้ามาอีกอย่างมหาศาล
เมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง รัฐบาลจีนได้ออกกฎระเบียบใหม่ให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีอำนาจที่จะปฏิเสธการให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์แก่ลูกค้า หากพบว่าลูกค้ามีอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว 2 แห่ง หรือมากกว่านั้นขึ้นไป
นอกจากนี้ ธนาคารยังสามารถปฏิเสธการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าได้ หากลูกค้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพำนักอยู่ในประเทศและจ่ายภาษีมาอย่างน้อย 1 ปี ในเมืองที่ตนเองต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ นับเป็นการดำเนินมาตรการคุมฟองสบู่อย่างต่อเนื่อง หลังจากในสัปดาห์ที่แล้วจีนเพิ่งปรับเพิ่มเพดานการดาวน์ขั้นต่ำ สำหรับการซื้อบ้านหลังที่สอง
จีนเองรู้ดีว่าคงไม่สามารถต้านทานแรงบีบจากต่างชาติได้นานนัก โดยเฉพาะในช่วงที่ใครๆ ต่างก็เร่งสปีดการค้าและการลงทุนเพื่อฟื้นเศรษฐกิจประเทศ และจีนเองคงไม่สามารถใช้ปัจจัยค่าเงินเป็นตัวหนุนหลักในการส่งออกและเศรษฐกิจไปได้ตลอดเหมือนทศวรรษที่ผ่านๆ มา เมื่อตัวเองกำลังก้าวขึ้นสู่ฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ บนการจับจ้องทุกฝีก้าวของโลก
แต่เพียงแค่คนอื่นเขาได้อานิสงส์ไปด้วย จีนก็เล่นบทนำได้ง่ายขึ้น







