posttoday
ให้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

ให้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

13 กรกฎาคม 2556

หลังจากได้บวชเรียนและกลับมาจากการอบรมโครงการผู้บริหารระดับสูงที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้ว ผมได้นั่งทบทวนการทำงาน ชีวิตครอบครัว

หลังจากได้บวชเรียนและกลับมาจากการอบรมโครงการผู้บริหารระดับสูงที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้ว ผมได้นั่งทบทวนการทำงาน ชีวิตครอบครัว และการปฏิบัติงานที่ผ่านๆ มา และได้บันทึกคู่มือขึ้นมาฉบับหนึ่งสำหรับเป็นแนวปฏิบัติชีวิตประจำวัน ผมเรียกคู่มือนี้อย่างโก้ว่า “ธรรมนูญชีวิต” ตามสมัยนิยมของคนไทยที่นิยมมีรัฐธรรมนูญไว้เพื่อฉีกเล่น

ธรรมนูญชีวิตของผม มีดังนี้ :

ตนเอง

เป็นผู้ใฝ่หาความรู้ ความชำนาญใหม่ๆ สม่ำเสมอ

เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง

เป็นคนที่รู้จักให้รางวัลตนเองเป็นครั้งคราว

ครอบครัว

ลูกกตัญญู

เป็นสามีที่ไม่ทำให้ภรรยาหนักใจ

เป็นพ่อที่ปลูกฝังลูกให้เป็นคนดี

องค์กร

เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำให้ดีกว่าคาดหมาย

เป็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่เกี่ยงเขาเกี่ยงเรา

เป็นผู้บังคับบัญชาที่มีทัศนวิสัยกว้างไกล ฟังมากกว่าพูด และสร้างบรรยากาศให้คนเก่งคนดีได้มีความรับผิดชอบ และทุกคนได้พัฒนาตนเอง

เป็นบุคลากรที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรทุกวัน

สังคม

เป็นคนที่เป็นประโยชน์ต่อญาติมิตร เพื่อนฝูง สังคม และประเทศชาติ

ตั้งแต่นั้นมาผมได้พยายามถือปฏิบัติตามธรรมนูญชีวิตนี้มาตลอด ขาดๆ เกินๆ ตามอัตภาพ แต่ยังภูมิใจว่าธรรมนูญชีวิตของผมยั่งยืนกว่ารัฐธรรมนูญของประเทศไทยหลายๆ ฉบับ

มูลนิธิซิเมนต์ไทย

เมื่อปี 2538 คณะกรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ได้อนุมัติให้เพิ่มกองทุนของมูลนิธิ ซิเมนต์ไทย โดยโอนหุ้นบริษัทจำนวน 13 ล้านหุ้นเศษ ซึ่งมีมูลค่าในปี 2555 ประมาณ 5.000 ล้านบาทให้เป็นกองทุนใหม่ และให้ใช้เงินปันผลที่ได้จากหุ้นนี้เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมของมูลนิธิ ในเวลาเดียวกันได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อบริหารมูลนิธิ โดยมีผู้จัดการมูลนิธิเป็นผู้บริหารงานประจำ และมอบหมายให้ผมเป็นผู้กำกับดูแลการทำงานของมูลนิธิ

ผมดีใจมากที่มีโอกาสได้ทำงานที่ชอบ เคยคิดที่จะเกษียณตนเองก่อนกำหนดเพื่อไปทำงานทางสังคมสงเคราะห์ คิดอย่างนี้มานานก่อนที่คำว่า ซีเอสอาร์ (CSR) หรือคำเต็มๆ ว่า Corporate Social Responsibility จะเป็นคำที่คุ้นหู เพราะสมัยนี้การทำธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นของคู่กัน การช่วยงานมูลนิธิของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยได้ทั้งเงินและได้ทั้งกล่อง เพราะยังกินเงินเดือนประจำ แล้วยังได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้างไม่มากก็น้อย มูลนิธิ ซิเมนต์ไทย สนับสนุนผู้ด้อยโอกาสในหลายๆ ทาง เช่น การศึกษา อาชีพ ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และกีฬา เป็นต้น

ในระยะที่ผมกำกับดูแลมูลนิธินั้น เรากำหนดให้การสนับสนุนเยาวชนที่ด้อยโอกาสเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน เรื่องของเยาวชนแบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลักๆ คือ การให้ทุนการศึกษาแก่ครอบครัวยากจนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญ การให้การดูแลลูกๆ ของคนงานก่อสร้างที่เร่ร่อนไปกับโครงการก่อสร้างต่างๆ และการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีปัญหาครอบครัวและกลายเป็นเด็กข้างถนนหรือเด็กจรจัด และเยาวชนที่ต้องโทษและถูกส่งไปยังสถานที่พักฟื้นของราชการได้รับโอกาสที่จะกลับเข้าสังคมอย่างเต็มใจ

สำหรับทุนการศึกษานั้น แต่ละปีมีนักเรียนและนักศึกษาได้รับทุนจากมูลนิธิหลายพันทุน ทุนนี้ให้ต่อเนื่องจนจบปริญญาตรี ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมจะเดินทางไปเยี่ยมเด็กทุนเหล่านี้ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ไปเยี่ยมถึงบ้านหรือโรงเรียนแล้วแต่เหมาะสม ได้พบความยากจนและความแร้นแค้นของหลายๆ ครอบครัว ทางภาคอีสานเด็กๆ จะขาดพ่อแม่ เพราะออกไปทำงานนอกพื้นที่กันหมด เด็กๆ ต้องอยู่กับคนแก่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติๆ เด็กบางคนเมื่อจบประถมหรือมัธยมแล้วอยากเรียนต่อ แต่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย เพราะต้องการให้ออกมาทำงานหาเงิน เด็กบางคนมีพรสวรรค์ทางดนตรีหรือกีฬา แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะไม่เป็นอาชีพที่ทำให้เกิดรายได้ทันทีหรือพอเพียง

มูลนิธิได้สนับสนุนเด็กเหล่านี้จำนวนหนึ่ง จนสามารถเรียนจบปริญญาตรีและมีอาชีพเป็นหลักเป็นฐาน และได้ส่งเสริมให้เด็กที่เรียนจบแล้ว กลับไปอยู่ท้องถิ่นตนเอง เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ท้องถิ่นด้วย

สำหรับกลุ่มเด็กที่มีปัญหาครอบครัวและหนีออกจากบ้าน สะท้อนให้เห็นมุมหนึ่งของสังคมไทยที่มีปัญหาและเป็นแหล่งผลิตอาชญากร หรือไม่ก็ผลิตประชากรไร้คุณภาพเข้าสู่สังคม เด็กเหล่านี้บางคนตกเป็นเหยื่อยาเสพติด หรือเป็นแก๊งลักเล็กขโมยน้อย ถ้าเบาหน่อยก็ตกเป็นเครื่องมือหากินของกลุ่มอิทธิพลมืดที่ใช้เด็กเหล่านี้ขายของตามท้องถนน มูลนิธิได้เชื้อเชิญเด็กเหล่านี้มาเข้าค่ายฝึกอบรมการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีผู้นำค่ายที่เป็นเยาวชนที่เคยผ่านชีวิตและประสบการณ์ของเด็กไร้ครอบครัวเป็นผู้ดำเนินการ พยายามที่จะเปิดทางให้เยาวชนเหล่านี้เห็นว่าสิ่งดีๆ ของสังคมยังมีอยู่ ยังมีคนที่เอื้ออาทรต่อเขาและเพื่อนๆ เป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่อาจทำให้เด็กหลายคนเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้

เด็กบางคนที่สนใจจะฝึกอาชีพ ทางมูลนิธิก็ได้จัดให้มีการต่อยอดจนเด็กหลายคนหันกลับเข้าสังคมและประกอบอาชีพที่พอมีรายได้เลี้ยงตนเองได้

มีเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ 10 ขวบกว่าๆ เข้าค่ายมาโดยไม่ยอมพูดจากับใคร ที่ศีรษะเขามีแผลเป็นที่เป็นรอยเย็บยาวครึ่งศีรษะ ลักษณะเหมือนถูกตีด้วยของแข็ง เขาหนีออกจากครอบครัวเพราะคงถูกทารุณกรรม จนวันที่เราไปจัดค่ายพักแรมที่ชายทะเล อ.บางละมุง เด็กคนนี้คงเห็นทรายและทะเลเป็นครั้งแรก แกกระโดดลงไปคลุกในทรายและน้ำทะเลอย่างมีความสุข หลังจากนั้นเริ่มตอบสนองต่อกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มบ้าง เมื่อจบการออกค่ายแล้ว ได้ส่งต่อให้กลุ่มอาสาสมัครที่เรียกกันว่า “ครูข้างถนน” ช่วยดูแลแกต่อเป็นกรณีพิเศษ

สำหรับลูกคนงานก่อสร้างที่ต้องย้ายสถานที่อยู่ไปตามโครงการก่อสร้างต่างๆ มูลนิธิก็ได้จัดสถานที่รับเลี้ยงเด็กเล็กที่ยังไม่ถึงวัยเข้าโรงเรียน และมีพี่เลี้ยงมาดูแลให้ในช่วงกลางวันที่พ่อแม่เด็กๆ ทำงาน โครงการนี้ส่วนใหญ่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทผู้รับเหมาที่เป็นเจ้าของงานก่อสร้างโดยช่วยจัดสถานที่ให้ สำหรับเด็กโตที่ถึงวัยเข้าโรงเรียน ผู้รับเหมาและมูลนิธิร่วมกันจัดหาโรงเรียนที่ใกล้สถานที่ก่อสร้างให้เด็กๆ เหล่านี้ได้เข้ารับการศึกษาเท่าที่จะทำได้

โครงการที่ผมมีความภูมิใจมากที่สุดโครงการหนึ่งคือ Young Thai Artist ที่เรามีการประกวดความสามารถของเยาวชนทุกๆ ปี ทางด้านศิลปกรรมในสาขาต่างๆ ผู้ชนะเลิศในสาขาใดจะได้รับเงินรางวัลและโอกาสในการฝึกอบรมต่อในสาขานั้น โครงการนี้ยังดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว

หลังจากเกษียณจากงานแล้ว ผมยังช่วยเป็นที่ปรึกษาให้คณะกรรมการมูลนิธิต่อ มีส่วนร่วมในกิจการสังคมอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าแต่ละองค์กรจะเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของสังคม สิ่งที่ทำให้กับสังคมอาจจะเล็กน้อย แต่ถ้าหลายๆ องค์กรทำหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน พลังรวมที่เกิดขึ้นก็อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้บ้าง

ผมคิดอย่างนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท