
ค่าจ้างขั้นต่ำ : ปัจจัยในการเป็นฮับอุตสาหกรรมในอาเซียน
การเป็นศูนย์กลาง (Hub) อุตสาหกรรมในแต่ละประเทศ จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งจากคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ อาทิ การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ แรงงาน ตลาด พลังงาน และเงินทุน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์
การเป็นศูนย์กลาง (Hub) อุตสาหกรรมในแต่ละประเทศ จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งจากคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ อาทิ การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ แรงงาน ตลาด พลังงาน และเงินทุน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์
ปัจจัยเหล่านี้มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต่างกันออกไป
สำหรับบทความนี้จะให้ความสนใจไปที่ด้านแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในภาคการผลิต โดยค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum Wage) จะเป็นสิ่งที่บอกถึงลักษณะแรงงาน ซึ่งเหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน
กลุ่ม Capitalintensive Industry เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักร/อุปกรณ์ในการผลิต ที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และใช้แรงงานน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การบิน
กลุ่ม Laborintensive Industry คือ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาก หรือแรงงานเป็นหลัก เงินลงทุนไม่สูงนัก อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง ประมง
ประเทศไทยได้ทยอยปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่เดือน เม.ย.2555 เป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมถึงภูเก็ต และให้ปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2556
อย่างไรก็ดี การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น หลายประเทศในอาเซียนต่างก็พากันปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่ประกาศให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่เมียนมาร์ที่เปิดประเทศก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณากฎเกณฑ์และรายละเอียดเพื่อจะออกกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเป็นทางการในไม่ช้านี้อีกด้วย
ถ้าพิจารณากลุ่มประเทศในอาเซียนในปัจจุบัน สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน อยู่ที่ 1,500-1,700 บาท รองลงมา ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย มีค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันใกล้เคียงกันอยู่ที่ราว 280-307 บาท โดยมาเลเซียเพิ่งจะมีการประกาศใช้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นครั้งแรกในปีนี้
กลุ่มต่อมา ได้แก่ เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย และกัมพูชา มีค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ระหว่าง 60-156 บาทต่อวัน ส่วนเมียนมาร์ที่เพิ่งมีการเปิดประเทศนั้น มีค่าจ้างต่ำที่สุดเพียง 16 บาทต่อวันเท่านั้น
ค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันนี้ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกำหนดการเป็น Hub ของแต่ละอุตสาหกรรมในอาเซียนได้
โดยประเทศที่มีค่าจ้างอยู่ในระดับสูง การใช้แรงงานส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานมีทักษะ เหมาะกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรเข้มข้น (Capitalintensive Industry) ที่มีเทคโนโลยีในการผลิตที่ก้าวหน้า ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน จึงน่าจะเหมาะกับกลุ่มประเทศสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Laborintensive Industry) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ทักษะ จะมีการเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนค่าจ้างต่ำมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV4 ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในกลุ่มสินค้าประเภทสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าสำเร็จรูป เนื่องจากยังไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ซับซ้อนมาก
ดังนั้น การมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของแต่ละประเทศ เพื่อเป็นฮับในอุตสาหกรรมต่างๆ ค่าจ้างขั้นต่ำจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่กำหนด เพราะจะเป็นตัวบอกถึงกำลังแรงงานในประเทศว่าเป็นอย่างไร
การกำหนดยุทธศาสตร์แรงงานจะเป็นตัวกำหนดประเทศว่า จะเป็นแรงงานมีทักษะหรือแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งเหมาะสมกับการเป็นฮับในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสและความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศและภูมิภาค ในยุคสมัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำได้ n
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลจึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย







