posttoday
มองเศรษฐกิจโลกผ่านสายตา IMF

มองเศรษฐกิจโลกผ่านสายตา IMF

12 กรกฎาคม 2556

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งจากข่าวเศรษฐกิจไทยที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต่างก็ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้กำลังจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว และก็ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ลงจากเดิมที่คาดไว้สูงกว่า 5% เป็น 4.3-4.5% เศรษฐกิจจีนก็ส่งสัญญาณไม่ดีนักเช่นกัน ซึ่งผู้ที่สนใจเศรษฐกิจจีนสามารถอ่านได้จากบทความเรื่อง “หัวเลี้ยวหัวต่อเศรษฐกิจจีน ความหวังฉุดเศรษฐกิจโลก” ของ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทยที่เขียนไว้น่าสนใจในหลายประเด็น

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งจากข่าวเศรษฐกิจไทยที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต่างก็ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้กำลังจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว และก็ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ลงจากเดิมที่คาดไว้สูงกว่า 5% เป็น 4.3-4.5% เศรษฐกิจจีนก็ส่งสัญญาณไม่ดีนักเช่นกัน ซึ่งผู้ที่สนใจเศรษฐกิจจีนสามารถอ่านได้จากบทความเรื่อง “หัวเลี้ยวหัวต่อเศรษฐกิจจีน ความหวังฉุดเศรษฐกิจโลก” ของ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทยที่เขียนไว้น่าสนใจในหลายประเด็น

ในครั้งนี้ผมจะขอวิเคราะห์ไปที่รายงาน World Economic Outlook (WEO) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่เพิ่งออกมาประกาศภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยกล่าวว่า อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะขยายตัวเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 3.0 ในปี 2556 เช่นเดียวกับในปี 2555 ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงจากการคาดการณ์ของ IMF เดิมในเดือนเม.ย. 2556 อันมีสาเหตุมาจากอุปสงค์ภายในประเทศปรับตัวลดลงมาก และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงในหลายตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังคงยืดเยื้อในเขตยูโรโซน ทั้งนี้ IMF มองความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ทั้งจากความเสี่ยงเก่าที่ยังคงมีอยู่ประกอบกับความเสี่ยงใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากความเป็นไปได้ของการชะลอตัวของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ และภาคตลาดการเงินที่อาจจะเข้มงวดมากขึ้น ภายใต้กรณีการคลี่คลายมาตรการกระตุ้นนโยบายการเงิน หรือ QE ในสหรัฐอเมริกาที่อาจจะนำไปสู่การไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากภูมิภาค

ในการนี้ IMF ระบุ 3 ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกในปี 2556 ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ (Underperform) 3 ประการ คือ (1) การเจริญเติบโตของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ IMF ออกมาบอกว่าน่าผิดหวัง อันมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดต่างๆ ทั้ง โครงสร้างพื้นฐานและกำลังการผลิตที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวตามศักยภาพการเจริญเติบโตของอุปสงค์ภายนอกที่ช้า ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงิน และการสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านนโยบายที่ปรับตัวลดลงในบางประเทศ

(2) ภาวะถดถอยในเขตยูโรโซนที่มีต่อเนื่องภายใต้การใช้จ่ายที่ลดลง ความเชื่อมั่นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สถานะงบดุลของภาคการเงินและภาคบริษัทที่อ่อนแอ และผลกระทบของสภาวะการคลังและการเงินที่ตึงตัวของยุโรป

(3) เศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงตามการหดตัวทางการคลังที่มีผลต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดดีอยู่บ้างของเศรษฐกิจโลกจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีสาเหตุจากการบริโภคและการส่งออกสุทธิที่ดีขึ้น ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากค่าเงินเยนที่พบว่าดัชนีค่าเงินเยนที่แท้จริง(Real Effective Exchange Rate) อ่อนค่าลงกว่า 20% นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2555 ดังนั้น IMF จึงประกาศคาดการณ์ตัวเลข GDP ของประเทศต่างๆ ดังนี้&<2288;

ผมคิดว่าการบริหารเศรษฐกิจต่อไปในอนาคตคงจะต้องเน้นนโยบายในการสร้างการเติบโตภายในประเทศและภายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐและยุโรปต่างก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องจัดการ ขณะที่จีนก็เริ่มมีสัญญาณเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก ประเทศไทยเราเป็นประเทศเล็กๆ ก็คงได้แต่หวังว่า ประเทศมหาอำนาจจะดำเนินนโยบายที่สนับสนุนการเจริญเติบโตในระยะใกล้ และสร้างความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาความยั่งยืนของหนี้สาธารณะในระยะปานกลาง นอกจากนี้ การสื่อสารที่ชัดเจนของการถอนมาตรการกระตุ้นทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ จะช่วยบรรเทาความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกได้ ด้านยูโรโซนคงต้องรอดูการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินของยุโรป แนวทางการเพิ่มทุนโดยตรงผ่านกลไก ESM ประเทศสมาชิกยูโรโซนคงหนีไม่พ้นการจัดตั้งสหภาพธนาคาร (Banking Union) ที่จะควบรวมการกำกับดูแลสถาบันการเงินในยุโรป และสร้างกลไกการจัดการสถาบันการเงินที่มีปัญหา (Single Resolution Mechanism) นอกจากนี้ ยุโรปยังต้องมีการปฏิรูปตลาดแรงงานให้ส่งเสริมการทำงานและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่งและมีการสร้างงานในอนาคตของยุโรป

สำหรับประเทศไทย เราคงต้องติดตามวัฏจักรทางเศรษฐกิจรอบนี้อย่างใกล้ชิด ต้องระวังสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายอันเกิดจากนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อาจจะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลกลับ ใช้นโยบายการคลังให้มีประสิทธิภาพ เร่งรัดการค้ากับประเทศคู่ค้าที่ยังมีศักยภาพ โดยเฉพาะประเทศชายแดน นโยบายการเงินของไทยอาจจะสามารถเป็นทางเลือกอีกทางได้ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้สมดุล ภายใต้สถานการณ์ที่ความเสี่ยงเป็นอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ต้องระวังในประเด็นที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยอยู่ในระดับต่ำ และการลดดอกเบี้ยอาจจะเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออก และทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนได้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาคของไทยควรเน้นบริหารจัดการเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจหลัก เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยครับ แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่ผู้กำหนดนโยบายของไทยควรต้องตั้งมั่นในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะปานกลาง ทำให้ผมคิดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของไทย (ในวันนี้) ที่มุ่งเน้นการบริโภคอย่างเดียวนั้นอาจจะยังไม่จำเป็นเท่าไรนัก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท