posttoday
บททดสอบแกร่งเอกชนเอเชียสภาพคล่องหด ทุนตะวันตกหนี

บททดสอบแกร่งเอกชนเอเชียสภาพคล่องหด ทุนตะวันตกหนี

12 กรกฎาคม 2556

ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นทั่วตลาดภูมิภาคเอเชียในขณะนี้ ถือเป็นเพียงบทโหมโรงล่วงหน้าสำหรับสภาวะกระแสทุนไหลออกของจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นทั่วตลาดภูมิภาคเอเชียในขณะนี้ ถือเป็นเพียงบทโหมโรงล่วงหน้าสำหรับสภาวะกระแสทุนไหลออกของจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มลงมือชะลอการซื้อคืนพันธบัตรรายเดือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของจริงในภายภาคหน้า

ขณะที่ความเร็วในการลดปริมาณเงินซื้อคืนพันธบัตรรายเดือนที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่ามูลค่าความเป็นจริงในตลาด คือปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินอัตราความเร็วของกระแสทุนไหลออกในเอเชีย

สถานการณ์ข้างต้นนอกจากจะชี้ให้เห็นถึงอันตรายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของเอเชียแล้ว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเปรียบเสมือนบททดสอบความอึด หรือแรงต้านทาน (สเตรตเทสต์) ของบรรดาบริษัทเอกชนในภูมิภาคแห่งนี้ว่าจะแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหนในยามที่สภาพคล่องในตลาดเหือดหาย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างยอมรับว่า รูปแบบการเติบโตของภาคธุรกิจองค์กรเอกชนเอเชียในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับบริษัทเอกชนในสหรัฐในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2551 กล่าวคือ เป็นการขยายตัวด้วยการพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติหรือภายนอก หรือการเอ่ยปากขอกู้ยืมผ่านการระดมทุนจากตลาด

ลักษณะข้างต้นจึงเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวอย่างมาก โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้ชัดว่า ประเทศเอเชียที่มีนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลและมีสัดส่วนชาวต่างชาติในตลาดหุ้นสูง อย่างประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย คือประเทศที่มีความเสี่ยงรุนแรง

เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีสัดส่วนชาวต่างชาติถือครองตราสารหนี้ค่อนข้างสูง โดยบีเอ็นพี พาริบาส ประเมินว่า ปริมาณถือครองของชาวต่างชาติในอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วน 34.7% หรือราว 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาเลเซีย 31.7% หรือราว 4.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไทยที่ 18.9% หรือราว 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนเหล่านี้ต้องเจอบททดสอบหนักหนาสาหัส เป็นเพราะการไหลออกของเงินทุนจำนวนดังกล่าวย่อมส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มสูงขึ้น เพื่อแลกกับการดึงไม่ให้เงินจำนวนข้างต้นหนีหายไป จนทำให้ค่าเงินในประเทศนั้นๆ ขาดเสถียรภาพ โดย คอว์ชีค รุธรา นักกลยุทธ์จากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ส ประจำสิงคโปร์ กล่าวว่า แนวโน้มข้างต้นผลักดันให้บริษัทเอกชนที่ยืมเงินในรูปสกุลเหรียญสหรัฐตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนการดำเนินกิจการ

นอกจากนี้ แม้ว่าธนาคารกลางของแต่ละประเทศในภูมิภาคจะมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ปริมาณดังกล่าวไม่ได้มากพอที่จะรองรับความสูญเสียในระยะยาวของภาคเอกชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในภาคการนำเข้าของประเทศ

ข้อมูลจากธนาคารกลางระบุว่า ทุนสำรองของอินโดนีเซียสามารถชดเชยการนำเข้าได้เพียง 7 เดือนเท่านั้น ขณะที่เกาหลีใต้ได้ 8 เดือน และมาเลเซียได้ 9 เดือน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน เช่น เกาะฮ่องกง ซึ่งมีทุนสำรองมากพอที่จะชดเชยการขาดดุลจากการนำเข้าได้สูงถึง 27 เดือน จีนที่ 20 เดือน และสิงคโปร์ที่ 17 เดือน

ด้าน อังเดร ปีเดอร์เซน ผู้จัดการกองทุนแมนูไลฟ์ แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ ในฮ่องกง แสดงความเห็นว่า แนวโน้มข้างต้นทำให้หลายประเทศในเอเชียมีสิทธิเผชิญหน้ากับภาวะการขาดดุลแฝด ซึ่งเป็นการขาดดุลบัญชีคลังหรือดุลงบประมาณประจำปีของรัฐบาล กับดุลบัญชีเดินสะพัดของแต่ละประเทศ หรือดุลการค้าและการบริการจากภาคบริษัทองค์กรต่างๆ

ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งระบุชัดว่า การที่เอเชียจะสูญเสียสภาพคล่องเพราะเงินเหรียญสหรัฐหายไปจากตลาดเงินภายในภูมิภาค ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อบรรดาบริษัทเอกชน เพราะส่วนหนึ่งจะไม่สามารถเข้าถึงการระดมทุนในตลาดได้

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักกล่าวตรงกันว่า แม้ตลาดตราสารหนี้ภายในประเทศจะมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่ด้วยวิสัยของนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและผลตอบแทบสูง ดังนั้นกระแสการลงทุนจึงเทไปยังบริษัทเอกชนรายใหญ่ บีบให้บริษัทที่ไม่ได้ใหญ่พอที่จะได้รับการจัดอันดับต้องหันไปกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ หรือเงินสกุลเหรียญสหรัฐ โดยให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเป็นการดึงดูดใจ

ตัวอย่างเช่น บริษัทต่อเรือ ฮุนได เมอร์ชาน มารีน ของเกาหลีใต้ ที่พยายามเสนอหุ้นกู้ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐให้กับนักลงทุนเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมเสนอให้ผลตอบแทนที่สูงลิบลิ่วเป็นเครื่องดึงดูดใจ อย่างไรก็ตาม เพราะผลจากสัญญาณเฟดชะลอคิวอี ส่งผลให้บริษัทของเกาหลีใต้ไม่สามารถระดุมทุนจากนักลงทุนต่างชาติได้ตามเป้า

ขณะที่รายงานจากสื่อท้องถิ่นในเกาหลีใต้เมื่อเดือน มิ.ย. ยังระบุว่า หน่วยงานที่ให้บริการที่ปรึกษาด้านการเงินของรัฐมีแนวโน้มอาจต้องขอให้ธนาคารในประเทศเข้าซื้อหุ้นกู้ของบรรดาบริษัทเอกชนที่ไม่สามารถขอสินเชื่อหรือยื่นเอกสารขอปรับโครงสร้างหนี้ได้

สุรินเดอร์ กาฐพะเลีย กรรมการผู้จัดการของสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ประจำภูมิภาคอาเซียน ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ความท้าทายในขณะนี้ของภาคเอกชนส่วนใหญ่ คือ การหาช่องทางให้ตนเองสามารถเข้าถึงตลาดพันธบัตรในประเทศให้ได้

ทั้งนี้ นอกจากเกาหลีใต้แล้ว บริษัทเอกชนในเอเชียที่น่าเป็นห่วงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ บรรดาเอกชนในอินโดนีเซีย

รายงานจากรอยเตอร์ส ระบุว่า บริษัทด้านโทรคมนาคมอย่าง บัครีย์ เทเลคอม มีปริมาณหนี้จากการออกหุ้นกู้ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐสูงถึง 380 ล้านเหรียญสหรัฐ และรอดจากการผิดนัดชำระหนี้ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้อย่างฉิวเฉียด หลังจากสามารถระดุมทุนเพื่อจ่ายหนี้ได้ทันที่มูลค่า 21.9 ล้านเหรียญสหรัฐ กระนั้นบริษัทก็ยังคงอยู่ในสภาพอ่อนแอจากสภาพการขาดทุนที่สูงถึง 9.7 หมื่นล้านรูเปียห์ ในช่วงไตรมาสแรกของปี

ขณะที่บริษัท พีที บัครีย์แลนด์ ดิเวลอปเมนท์ ของอินโดนีเซีย สามารถรอดจากการผิดนัดชำระหนี้ในเดือน มี.ค. ได้อย่างหวุดหวิด เนื่องจากสามารถระดมทุนได้ทันที่ 29 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เพราะเหตุดังกล่าวทำให้บริษัทต้องแบกรับปริมาณหุ้นกู้แปลงสภาพ ซึ่งเป็นหุ้นกู้ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการแปลงสภาพจากการถือหุ้นกู้ไปเป็นการถือหุ้นสามัญตามอัตรา ราคา และเวลาที่กำหนด สูงถึง 155 ล้านเหรียญสหรัฐ จนทำให้ต้องจับตามองว่า ผลประกอบการของบริษัทจะเพียงพอต่อการปันผลให้กับผู้ถือครองหุ้นดังกล่าวหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว

ทั้งนี้ ฌอน ดาร์บี หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดทุนโลกจากบริษัท เจฟเฟอร์รีย์ส ในฮ่องกง กล่าวว่า การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเพราะทุนไหลออกก็ดี หรือความยากในการระดมทุนจากตลาดก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนของเอเชียไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป และการลงมือเตรียมตัวให้พร้อมเผชิญหน้ากับบททดสอบสาหัสในยามที่สภาพคล่องฝืด เพราะปริมาณนักลงทุนต่างชาติหายไปจึงมีความสำคัญที่สุด

เพราะผลลัพธ์สุดท้ายหมายถึงความแกร่งที่เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของบริษัทเอกชนเอเชีย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท