
อียิปต์
มีคำถามว่า เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกกองทัพยึดอำนาจ ปฏิกิริยาจากทั่วโลกควรจะเป็นอย่างไร
มีคำถามว่า เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกกองทัพยึดอำนาจ ปฏิกิริยาจากทั่วโลกควรจะเป็นอย่างไร
ในกรณีปกติ กลุ่มพันธมิตรตะวันตกนำโดยสหรัฐ จะแสดงความเสียใจ ไม่เห็นด้วย ตัดความช่วยเหลือ ข่มขู่ว่าจะแซงก์ชั่น รวมทั้งเรียกร้องให้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งโดยไว
ในกรณีของอียิปต์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวโลกไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่จะแทงกั๊ก และเลือกคำพูดด้วยความระมัดระวัง
หลายประเทศเหลือบมองไปทางสหรัฐ ดูว่าจะส่งสัญญาณอะไรออกมา ปรากฏว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ยอมใช้คำว่า “ปฏิวัติ” หรือ “ยึดอำนาจ” แต่กลับใช้คำว่า “แทรกแซง”
เหตุผลก็คือ หากเป็นการใช้กำลังทหารยึดอำนาจ รัฐบาลสหรัฐจะต้องตัดความช่วยเหลือโดยอัตโนมัติ ซึ่งในกรณีนี้สหรัฐไม่มีความประสงค์เช่นนั้น เพราะถึงแม้ว่าหน้าฉากสหรัฐจะต้องแสดงความไม่เห็นด้วย แต่หลังฉากกลุ่มที่ยึดอำนาจเป็นกลุ่มที่สหรัฐให้การสนับสนุน ส่วนกลุ่มที่ถูกยึดอำนาจเป็นกลุ่มที่ทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจความกระอักกระอ่วนที่เกิดขึ้น ผมขอย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนที่อดีตประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก ถูกประชาชนลุกฮือขึ้นมาขับไล่ มูบารัก เป็นผู้นำเบ็ดเสร็จมานานนับสิบปี และได้รับการเกื้อกูลจากสหรัฐมาโดยตลอด เพราะค่อนข้างเป็นมิตรกับอิสราเอล และไม่เอาด้วยกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง
แต่เมื่อการเล่นพรรคเล่นพวกและคอร์รัปชั่นแพร่หลาย จนประชาชนเอือมระอาและหมดความอดกลั้น สหรัฐก็หยุดให้การสนับสนุน และเมื่อ มูบารัก ดื้อแพ่งไม่ยอมสละอำนาจ สหรัฐก็ต่อสายตรงให้กองทัพอียิปต์ช่วยบีบบังคับ
กองทัพอียิปต์ได้เครดิตว่ายืนอยู่เคียงข้างประชาชน และได้รับความนิยมอย่างสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มที่มีพัฒนาการมาจากกลุ่มอำนาจเดิมกับกลุ่มมุสลิมภราดรภาพ ประชาชนก็เทคะแนนให้กับฝ่ายหลัง รวมทั้งในที่สุดก็เลือกตัวแทนของกลุ่มมุสลิมภราดรภาพขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
รัฐบาลมุสลิมภราดรภาพทำให้สหรัฐกับพันธมิตรตะวันตกอึดอัด เพราะแสดงความเห็นอกเห็นใจขบวนการมุสลิมหัวรุนแรงทั่วโลก ส่วนภายในก็ใช้ระบบพวกมากลากไปในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งพยายามเข้าไปล้วงลูกในกองทัพ
แต่โชคร้ายบริหารเศรษฐกิจและการคลังไม่ใคร่เป็น ประกอบกับถูกความโลภบังตา ทำให้คอร์รัปชั่นกลับมาแพร่หลายอีกครั้งหนึ่ง
แม้จะฟังดูคล้ายๆ รัฐบาลไทย แต่ปฏิกิริยาของชาวอียิปต์มีมากกว่า หลายคนเชื่อว่าสหรัฐมีส่วนในการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านอย่างลับๆ
กองทัพอียิปต์เดินเกมอย่างชาญฉลาด รอให้สถานการณ์สุกงอม มีประชาชนนับล้านออกมาประท้วงเต็มท้องถนน และมีเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือ จึงออกมายึดอำนาจ รวมทั้งรีบประกาศแต่งตั้งอดีตผู้พิพากษาขึ้นเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว และมอบหมายให้ศาลช่วยวางระเบียบสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
แต่ถึงกระนั้นปัญหาก็ไม่จบ กลุ่มมุสลิมภราดรภาพยังยืนยันว่ากลุ่มของตนมีความชอบธรรมในการครองอำนาจรัฐ เพราะเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้ ข่าวในช่วงหลังจึงเป็นการชุมนุมประท้วงของกลุ่มนี้ รวมทั้งมีข่าวการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายไปหลายสิบคน
เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอียิปต์ ในบางแง่มุมมีความละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ประเด็นที่ผมคิดว่าควรเป็นบทเรียนสำหรับเรามีดังนี้
หนึ่ง สำหรับรัฐบาล พึงบริหารประเทศด้วยความระมัดระวัง อย่าเอาแต่อ้างความชอบธรรมจากการเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง
ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามทำหลายๆ เรื่องโดยไม่ยอมฟังเสียงทักท้วงของใคร เช่น เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ หรือคิดจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรื่องออกกฎหมายนิรโทษกรรม เรื่องออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เรื่องจำนำข้าว และอื่นๆ
เรื่องต่อมาคือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งรัฐบาลประกาศจุดยืนว่าจะต่อต้าน แต่พฤติกรรมกับคำพูดดูเหมือนจะไปกันคนละทิศละทาง ปัญหาคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมืองและข้าราชการประจำมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีข่าวข้าราชการน้ำดีที่ไม่ให้ความร่วมมือหรือกล้านำเรื่องมาเปิดเผย ถูกกลั่นแกล้งและลงโทษแล้วหลายราย
บทเรียนจากอียิปต์อีกประการหนึ่ง คือ การพยายามเข้าไปล้วงลูกในกองทัพทำให้เกิดความหวาดระแวง และอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ดังกรณีเรื่องคลิปเสียงสนทนาของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้
หากการบริหารประเทศของรัฐบาล ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนกรุงเทพฯ ผิดหวังมากจนต้องออกมาประท้วงขับไล่ สถานการณ์ก็อาจบานปลายจนคล้ายกับอียิปต์ก็เป็นได้
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะอ้างความชอบธรรมจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างไร ก็อาจเป็นเรื่องสายเกินแก้
สอง สำหรับประชาชนทั่วไป พึงสังเกตว่าปัญหาของอียิปต์ไม่มีแนวโน้มว่าจะจบลงได้ง่ายๆ ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านต่างมีพละกำลังด้วยกันทั้งคู่ และความแตกต่างทางความคิด หรือความร้าวฉานที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องยากที่จะทำให้กลับมาปรองดองกันได้อย่างสนิทใจ
หากดูเพื่อนบ้านของอียิปต์หลายประเทศเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน อิรัก หรือซีเรีย รบราฆ่าฟันกันเองมาหลายปีจนล้มตายนับพันนับหมื่นคน แต่ปัญหาก็ยังไม่ยอมจบ
ผมเชื่อตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนทำนายว่า ปัญหาภายในของอียิปต์จะลากยาวไปอีกนานนับสิบปี ขณะนี้ยังนึกภาพไม่ออกว่าจะจบลงเมื่อไร และจะจบอย่างไร
หันมาดูบ้านเมืองของเราบ้าง ย้อนกลับไปเมื่อ 78 ปีก่อน ใครจะไปนึกออกในขณะนั้นว่า ปัญหาจะยืดเยื้อจบไม่ลงมาจนถึงทุกวันนี้
ผมเป็นห่วงว่า ผ่านไปอีกหลายๆ ปี นอกจากเราจะก้าวข้ามปัญหาไม่ได้ ยังอาจมีพัฒนาการของความรุนแรงมากขึ้น







