
วิกฤตเป็นโอกาส
การใช้ผ้าเหลืองเข้ามาแสวงประโยชน์หาใช่เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ก่อนหน้านี้มีเรื่องอื้อฉาวในวงการสงฆ์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งกรณีพระยันตระ กรณีธรรมกาย และอีกหลายเรื่องทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวปรากฏอยู่ทั่ว สร้างความเสื่อมศรัทธาให้ชาวพุทธไม่น้อย
การใช้ผ้าเหลืองเข้ามาแสวงประโยชน์หาใช่เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ก่อนหน้านี้มีเรื่องอื้อฉาวในวงการสงฆ์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งกรณีพระยันตระ กรณีธรรมกาย และอีกหลายเรื่องทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวปรากฏอยู่ทั่ว สร้างความเสื่อมศรัทธาให้ชาวพุทธไม่น้อย
กรณีที่เกิดขึ้นกับพระวิรพล สุขผล หรือรู้จักในนาม หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก จากสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ นับวันยิ่งสร้างความตกตะลึง เมื่อปรากฏข้อมูลความไม่โปร่งใสผุดมาไม่เว้นแต่ละวัน จนประจักษ์ได้ว่านี่เป็นขบวนการฉ้อฉลครั้งใหญ่ แอบแฝงใช้ผ้าเหลืองเอาเงินบริจาคของญาติโยมมาหาประโยชน์ให้ตัวเอง จนกลายเป็น “เณรคำโมเดล” ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมหาเถรสมาคม กำลังเร่งล้อมคอกแก้ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซากอีก
จนถึงขณะนี้มีการตั้งข้อหาเอาผิดพระเณรคำถึง 8 มูลฐานความผิด ประกอบด้วย 1.การใช้สื่อสารสนเทศลงโฆษณาอันเป็นเท็จ เนื่องจากอ้างว่าได้เข้าเฝ้าพระอินทร์ ซึ่งพระอินทร์สั่งให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ 2.พรากผู้เยาว์ 3.มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีรถหรู 4.เสพยาเสพติดให้โทษ 5.ใช้วุฒิการศึกษาเท็จว่าจบดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก 6.ขับรถชนคนตายแล้วหนีเมื่อ 3 ปีก่อนที่ จ.อุบลราชธานี 7.มีความผิดฐานฟอกเงินกรณีเบียดบังเงินบริจาคไปซื้อทรัพย์สินและการนำเงินไปฝากในต่างประเทศ และ 8.อวดอุตริอภินิหาร
นอกจากนี้ ยังมีการเพิกถอนพาสปอร์ตเพื่อนำตัวพระเณรคำกลับไทย พร้อมทั้งสั่งอายัดทรัพย์สินที่คาดว่ามีนับพันล้านบาท การตรวจสอบพระเณรคำที่ 5 หน่วยงานทำอยู่ นำโดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อย่าให้เป็นแค่การสร้างกระแส หรือเอาผลงานกลบภาพที่ดีเอสไอถูกตั้งคำถามว่าใช้อำนาจมิชอบ ไม่เป็นกลาง มุ่งทำเฉพาะคดีการเมืองเพื่อทำลายฝั่งตรงข้าม
การทำงานของดีเอสไอต้องเอาจริง ทำคดีให้ถึงที่สุด ขณะเดียวกันควรเข้าไปตรวจสอบขบวนการและองค์กรทางพุทธอื่นที่มีลักษณะฉาวโฉ่ สร้างอาณาจักร กินเงินบริจาคเช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าเข้าไปจัดการอย่างจริงจัง ทั้งที่รู้ว่ามีพฤติกรรมไม่ควร และผิดทนโท่
กรณีเณรคำเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาผิวน้ำ แต่ใต้ฐานรากนั้นหมักหมมด้วยปัญหาในเชิงโครงสร้างมากมาย โดยเฉพาะระบบตรวจสอบของสงฆ์ด้วยกันที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทันการณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน หากสงฆ์ไม่เร่งปฏิรูป ก็รังแต่จะสร้างความเสื่อมนำมาสู่หายนะในไม่ช้า







