
เรามาดูเรื่องต่างประเทสกันดีกว่า
บ้านเราตอนนี้ช่างมีเรื่องให้พูดคุยสนุกสนานตื่นเต้น และเศร้าใจได้ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ตั้งแต่เรื่องพระเกจิอาจารย์ เรื่องเณรคำ แล้วสดๆ ร้อนๆ นี่เองก็คือเรื่อง Clip หลุด หรือเป็นเพราะว่าพระสยามเทวาธิราชท่านเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว ถึงให้มีเหตุบังเอิญอะไรขนาดนั้น พูดไปก็เห็นทีจะมีแต่เรื่องเศร้าใจ ขุ่นมัว สงสารประเทศไทย ผู้เขียนก็เลยคิดว่าไปดูเรื่องอื่นๆ ที่ไกลตัวหน่อย และเป็นวิชาการกันบ้างดีกว่า
บ้านเราตอนนี้ช่างมีเรื่องให้พูดคุยสนุกสนานตื่นเต้น และเศร้าใจได้ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ตั้งแต่เรื่องพระเกจิอาจารย์ เรื่องเณรคำ แล้วสดๆ ร้อนๆ นี่เองก็คือเรื่อง Clip หลุด หรือเป็นเพราะว่าพระสยามเทวาธิราชท่านเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว ถึงให้มีเหตุบังเอิญอะไรขนาดนั้น พูดไปก็เห็นทีจะมีแต่เรื่องเศร้าใจ ขุ่นมัว สงสารประเทศไทย ผู้เขียนก็เลยคิดว่าไปดูเรื่องอื่นๆ ที่ไกลตัวหน่อย และเป็นวิชาการกันบ้างดีกว่า
พอดีเมื่อไม่นานมานี้ องค์การสหประชาชาติได้ตีพิมพ์รายงานซึ่งจัดทำโดย UNCTAD (United Nations Committee on Trade and Development) ชื่อ World Investment Report และ UNCTAD นี้ ก็อย่างที่ทราบกันว่ามีคนไทย คือ ท่านศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นหัวหน้าใหญ่อยู่ที่นั่น โดยรายงานมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น ปี ค.ศ. 2012 หรือปีที่แล้วนี่เอง เป็นปีแรกที่กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI : Foreign Direct Investment) ไหลเข้ามายังประเทศกำลังพัฒนามากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว หรือ FDI ไหลมายังประเทศกำลังพัฒนาถึง 52% ถึงแม้ว่าตัวเลขการลงทุนโดยตรง โดยรวมจะลดลงกว่าปี ค.ศ. 2011 ถึง 18% ก็ตาม และในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ถ้าดูตามภูมิภาคแล้ว ภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่รับการลงทุนมากที่สุด คือ ประมาณ 30% และถ้าดูย่อยลงไปอีกว่าในภูมิภาคเอเชียมีกลุ่มประเทศไหนที่รับการลงทุนมากที่สุด ก็น่าจะปรากฏว่าเป็นกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็มีประเทศอาเซียนตั้งอยู่ด้วยถึง 32.6% น่าเสียดายที่เขาไม่ได้แยกย่อยลงไปเป็นเอเชียตะวันออกกลุ่มหนึ่ง กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกลุ่มหนึ่ง เพราะจะได้ชัดเจนขึ้นว่าการลงทุนโดยการตรงไหลไปลงที่ได้มากกว่ากัน
อย่างไรก็ตาม พอจะมาดูได้จากประเทศที่เป็นผู้รับการลงทุน 20 อันดับแรก ว่าประเทศกำลังพัฒนานั้น มีจีน ฮ่องกง บราซิล บริติชเวอร์จินไอส์แลนด์ สิงคโปร์ ชิลี อินเดีย อินโดนีเซีย และโคลัมเบีย
จีนนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นตลาดใหญ่มาก ถึงแม้จะมีเรื่องของการลอกเลียนกันทั้งโรงงาน เรื่องของปลอม และปัญหาต่างๆ และถึงแม้ว่า FDI ที่ไปลงยังจีนและฮ่องกงจะลดลงก็ตาม เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา แต่ก็ยังนับว่าเป็นแหล่งที่มีผู้ต้องการไปลงทุนมากอยู่ดี ผู้เขียนมีเพื่อนที่คุยให้ฟังว่ากำลังจะไปลงทุนเปิดโรงพยาบาลในจีนเป็นพันๆ ห้อง ต้องใช้หมอถึง 2,000 คน ทั้งจากไทยและอินเดีย โดยลงทุนถึง 5,000 หรือ 8,000 ล้าน ผู้เขียนจำไม่ได้แน่ แต่ที่จำได้คือรัฐบาลจีนออกให้เกินครึ่ง และก็คงมีแรงจูงใจด้านภาษีอีกมากมาย โครงการนี้เสร็จเมื่อไร คนไข้ไทยต้องบอกว่า “คุณหมอขาขอลาก่อน” เพราะคุณหมอทั้งหลายคงถูกกว้านไปที่โน่นหมด ยิ่งเมื่อมีการเปิดตลาด ASEAN + 6 ตามที่ผู้เขียนได้เขียนไปในฉบับที่แล้ว ตลาดบริการระหว่างไทยกับจีนคงจะเปิดมากขึ้น
กลับมาพูดถึง FDI ที่ไหลเข้าไปยังประเทศอื่นๆ อีก เช่น สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ทรัพยากรน้อย เมื่อก่อนเราก็บอกกันว่าเขาเป็นประเทศเล็ก ไม่ใช่ประเทศผู้ผลิต ทรัพยากรก็น้อย แต่ก็น่าแปลกใจที่ FDI เข้าไปลงสิงคโปร์จนติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศผู้รับการลงทุน ขณะที่ประเทศไทยไม่ติดอันดับเลย หรือเป็นเพราะเขาลงทุนในเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ต้องการเงินทุนสูงแล้ว ประเทศไทยควรจะปรับปรุงนโยบายโดยมองไปทางนั้นบ้างไหม ในเมื่อต้นทุนการผลิตต่างๆ ของไทยเองก็ชักจะสูงขึ้นทุกทีแล้ว การวางนโยบายของไทยคงต้องมาดูอีกครั้งในเรื่องของ Global Value Chain เปรียบเทียบกับ Transnational Corporation ซึ่งจะมีรายละเอียดว่าทำไมต้องพิจารณาเรื่องเหล่านี้ ที่ผู้เขียนไม่อาจจะเขียนไว้ในครั้งนี้ได้
ในคราวนี้คงมาดู FDI ที่ออกไปจากประเทศกำลังพัฒนาดีกว่าจะได้ครบวงจร ควบคู่ไปกับ FDI ที่ไหลเข้า เพราะ FDI ที่ไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาก็มีปริมาณสูงถึง 1 ใน 3 ของ FDI ที่ไหลออกเช่นกัน ขณะที่ FDI ที่ไหลออกจากประเทศที่พัฒนาแล้วลดลงอย่างมาก ซึ่งในกรณีนี้ UNCTAD วิเคราะห์ว่า Transnational Corporation ในประเทศที่พัฒนาแล้วอาจใช้นโยบายรอดูไปก่อน ไม่ยอมขยายการลงทุน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ตัวเลขของ UNCTAD ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว 22 ประเทศ จาก 32 ประเทศ มีการออกไปลงทุน (FDI Outflow) ลดลง และผู้เขียนขอเสริมว่าอาจจะประกอบด้วยสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วเอง ไม่เอื้ออำนวยให้มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากนัก ยิ่งถ้าไปดูการคาดการณ์ของ UNCTAD ก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะ UNCTAD วิเคราะห์ว่า FDI ในปี ค.ศ. 2013 ก็จะไม่ต่างกับปี ค.ศ. 2012 มากนัก และระยะเวลาที่คาดว่าจะมีการฟื้นตัวก็น่าจะนานกว่าที่คาดไว้เดิม
และก็เช่นเดียวกับ FDI ที่ไหลเข้า FDI ที่ไหลออกไปจากประเทศกำลังพัฒนา ก็ไปจากเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนเป็นประเทศที่มีทุนโดยตรงออกไปมากที่สุด ในปี ค.ศ. 2012 จีนออกไปลงทุนถึง 84 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ออกไปลงทุนเพิ่มมากขึ้นในปี ค.ศ. 2012 กว่าปีที่ผ่านมาถึง 3% หรือประมาณ 61 พันล้านเหรียญสหรัฐ เรียกว่าไม่น้อยหน้าจีน และที่สำคัญก็คือออกไปจากสิงคโปร์ แต่คราวนี้ประเทศไทยก็ติดอันดับกับเขาด้วย คือ มีเงินลงทุนไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% มาเลเซียเพิ่มขึ้น 12% หรือไหลออกไปประมาณ 12 และ 17 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ แต่ว่า FDI ที่ไหลออกเหล่านี้ เป็นการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งชี้ให้เห็นถึงผลของการเปิด AEC นั่นเอง
น่าเสียดายที่เนื้อที่หมดแล้ว ก็คงต้องขอจบไว้แค่นี้ก่อน







