
"ปรับกำลังทหาร"แลกบีอาร์เอ็นยุติก่อเหตุ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
ความคาดหวังว่าช่วงการถือศีลอดของชาวมุสลิมในเดือนรอมฎอน ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ จะปราศจากเหตุรุนแรง ผู้คนทุกเชื้อชาติ ศาสนา ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะมีชีวิตเป็นปกติสุขในช่วงเวลาอันดีงามนี้ ต้องสะดุดหยุดลง ความไม่มั่นใจเริ่มมากขึ้น
ก่อนนี้เมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ค. ปรากฏป้ายผ้าและการพ่นสีสเปรย์ภาษามลายูบนพื้นถนน ข้อความโจมตีรัฐบาลไทยกระจายทั่วในหลายพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ป้ายผ้าเหล่านี้มีเนื้อหาสำคัญคือ ขับไล่เจ้าหน้าที่ทหาร รัฐ ใช้ความรุนแรง หลอกลวงใส่ร้าย และเชื่อใจไม่ได้
“ขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่ว่ายังมีความจำเป็นในการใช้กำลังเพื่อดูแลความมั่นคงในทุกรูปแบบ แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่เคยใช้ความรุนแรง เป็นการปฏิบัติอยู่ภายใต้หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ส่วนผู้ก่อเหตุเมื่อสร้างสถานการณ์แล้วโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการกระทำที่กลับกลอก หลอกลวง และเชื่อถือไม่ได้ตลอดมา”
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันสุดท้ายก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอนในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ขณะเดียวกันทางการมาเลเซียก็ประกาศว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นจะแถลงข่าวประกาศยุติความรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอน แต่ต่อมาทางการมาเลเซียกลับแจ้งว่าจะไม่มีการแถลงข่าว
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทย กล่าวว่า ยังไม่ทราบเหตุผลที่บีอาร์เอ็นและทางการมาเลเซียระงับการแถลงข่าวดังกล่าว และทางการมาเลเซียก็ยังไม่ได้แจ้งให้ทราบ แต่บรรยากาศเรื่องของการลดเหตุความรุนแรงยังคงดำรงอยู่ ส่วนจะเลื่อนหรือไม่แถลงข่าวเลย อยู่ในระหว่างการประสานงาน
“ในฐานะที่ทั้งสองฝ่ายมีความปรารถนาดีในเรื่องลดเหตุความรุนแรง ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมา ก็แสดงว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่เป็นปัญหา แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ฝ่ายเรา ฝ่ายบีอาร์เอ็นก็ยืนยันว่าถ้าเกิดเหตุรุนแรงขึ้น สามารถประสานผ่านผู้อำนวยความสะดวกได้ เขาจะแจ้งว่าเหตุนั้นเกิดจากใคร อย่างไร” เลขาฯ สมช. กล่าว
พล.ท.ภราดร ยืนยันว่า มาตรการต่างๆ ที่ออกมา ผ่านมาจากกองทัพเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงมิใช่ว่าจะเกิดความเห็นขัดแย้งกับกองทัพ
ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคง เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบเหตุผลที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นและทางการมาเลเซียยุติการแถลงร่วมกัน ซึ่งประเมินว่าทางบีอาร์เอ็นอาจเกรงว่าถ้าแถลงการยุติการก่อเหตุรุนแรงแล้วยังเกิดความรุนแรงขึ้นอีก จะกลายเป็นการผูกมัด เพราะหากยังเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก ก็จะถูกฝ่ายไทยกดดัน เพราะเลขาฯ สมช. ประกาศว่า หากเกิดเหตุรุนแรงภายใน 48 ชั่วโมง จะต้องตรวจสอบได้ว่ากลุ่มใดก่อเหตุ บีอาร์เอ็นจึงกังวลว่าหากมีกลุ่มอื่นสร้างสถานการณ์จะควบคุมไม่ได้และลดทอนความน่าเชื่อถือการเป็นตัวแทนพูดคุย
ด้าน ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ และหนึ่งในคณะพูดคุยสันติภาพ เห็นด้วยกับความเห็นของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง แต่อีกด้านหนึ่งสิ่งที่บีอาร์เอ็นต้องการคือ ท่าทีที่ชัดเจนของทางการไทย เช่น การจัดวางกำลัง การเคลื่อนกำลัง
“เท่าที่ผมทราบมา ตัวแทนฝ่ายบีอาร์เอ็นยินดีที่จะยุติการก่อเหตุในช่วงนี้ แต่เกรงว่าหากแถลงออกไปก่อน ทั้งที่ทางการไทยยังมีการเตรียมพร้อมทางทหารหลายอย่างที่ทำให้เขาไม่สบายใจ ก็เกรงว่าหากเกิดอะไรขึ้นมา กลุ่มปฏิบัติการในพื้นที่ก็อาจกล่าวโทษผู้ที่มาเป็นตัวแทนพูดคุยว่าไปยอมฝ่ายไทยทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่าเขาคงต้องการให้ฝ่ายไทยแสดงท่าทีบางอย่าง เพื่อให้กลุ่มปฏิบัติการในพื้นที่ลดความระแวงลงบ้าง ซึ่งยังพอมีหวังว่าหลังจากนี้ไม่นานบีอาร์เอ็นอาจมีการแถลงยุติความรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอนก็ได้”
รอมฎอน เดือนอันประเสริฐแห่งการประกอบศาสนกิจของพี่น้องมุสลิม และความหวังถึงสันติสุขของพี่น้องต่างศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้ แม้จะยังพอมีความหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจากความจริง ที่ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง







