
วิบากกรรม"ฟลัดเวย์"ความขัดแย้งกับชาวบ้าน
แม้คำพิพากษาศาลปกครองกลางจะส่งผลให้แผนจัดการน้ำของรัฐบาล ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
แม้คำพิพากษาศาลปกครองกลางจะส่งผลให้แผนจัดการน้ำของรัฐบาล ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง
นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังส่งผลให้โครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ล่าช้าออกไป แต่แนวเส้นทางการระบายน้ำ ซึ่งอยู่ในโมดูล A5 ในส่วนของทางผันน้ำหรือฟลัดเวย์ ที่ถูกวางแผนไว้แล้วซึ่งแม้จะไม่อยู่ในข่ายมาตราดังกล่าว แต่ก็ต้องกลับไปจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก็อาจเป็นชนวนปัญหาและข้อกังวลให้หลายฝ่ายต่อไป
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ระบุว่า ฟลัดเวย์ดังกล่าวถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานฯ ฉบับ 3 พ.ศ. 2555 ระบุว่า การผันน้ำข้ามลุ่มจะต้องจัดทำอีไอเอ ที่ผ่านมาสิ่งที่กรมชลประทานเคยศึกษาไปแล้วเป็นเพียงการศึกษาเส้นทางและแนวทางเบื้องต้น ระบุได้เพียงพื้นที่ที่จะวางแนวเส้นทาง
“ที่ผ่านมารัฐยังหาเพียงข้อมูลความเป็นไปได้เท่านั้น ยังไม่มีการศึกษาตามขั้นตอนอีไอเอ ซึ่งต้องลงไปรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ต้องมีการพูดคุยกับชาวบ้านอย่างจริงจัง และไม่ใช่คุยกับชาวบ้านที่หัวคะแนนจัดตั้งขึ้นมา แล้วนำข้อมูลมาวางแผนหามาตรการลดผลกระทบจากโครงการ รวมถึงเขียนเป็นแผนที่ออกมาให้ชัดเจน เพราะต้องมีการเวนคืนที่ดินตามแนวคลองอาจจะกว้างถึง 300 เมตร และฟลัดเวย์นี้จะไปตัดกับแม่น้ำสายหลัก 2 สาย คือ แม่น้ำสะแกกรัง ที่ จ.นครสวรรค์ แม่น้ำกระเสียวที่ จ.สุพรรณบุรี และไปปล่อยน้ำลงเขื่อนแม่กลอง
ซึ่งเขื่อนนี้ไม่ได้ถูกออกแบบไว้เพื่อกักเก็บน้ำขนาด 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่เพื่อยกระดับน้ำให้ส่งผ่านไปยังระบบชลประทานที่มีอยู่ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ อาจทำให้น้ำท่วมใน จ.กาญจนบุรี และหลายพื้นที่มากขึ้น เรื่องนี้จึงต้องย้อนกลับไปสู่การรื้อแนวคิดการผันน้ำกันใหม่ทั้งหมด” หาญณรงค์ กล่าว
ตามแผนเดิม ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตก ที่กรมชลประทานศึกษาไว้ ระบุว่า เส้นทางนี้รับน้ำต้นน้ำจากแม่น้ำปิง ที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร โดยจะพาดผ่าน 6 จังหวัด คือ จ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ฟลัดเวย์นี้จะช่วยแบ่งเบามวลน้ำจากแม่ปิงไม่ให้ไหลลงไปสมทบแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ และตัดเส้นทางน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง ช่วยลดภาระแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำหลาก ก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มุ่งหน้าสู่แม่น้ำแม่กลอง สู่พื้นที่ชลประทานและผลักดันออกสู่อ่าวไทย รวมระยะทาง 289 กิโลเมตร โดยมีพื้นที่เวนคืนที่ดินประมาณ 4.3 หมื่นไร่
หาญณรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากโครงการนี้ดำเนินการด้วยบริษัทเดียวตามที่กำหนดไว้ในเวลา 5 ปี ซึ่งต้องสร้างและศึกษาด้วย เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จได้ในระยะเวลาดังกล่าว เพราะไม่สามารถเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการเวนคืนที่ดินและความขัดแย้งกับชาวบ้านในพื้นที่ตลอดเส้นทางได้ ซึ่งหากประเมินเบื้องต้นอาจต้องใช้เวลาสร้างถึง 20 ปี จึงจะแล้วเสร็จ
สุรจิต ชิรเวทย์ สว.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ฟลัดเวย์ดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิดที่ต้องตั้งคำถามอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าจะสามารถดำเนินการได้จริงหรือไม่ เช่น การสร้างคันกั้นน้ำในหลายพื้นที่กระทบกับวิถีชีวิตของคนที่อยู่ริมน้ำอย่างไร ที่สำคัญคือ ฟลัดเวย์ที่สร้างจะสามารถระบายน้ำได้จริงอย่างที่พูดหรือ เพราะหากระบายไปยังฝั่งตะวันตก บริเวณพื้นที่อ่าวตัว ก. ก็จะมีปัญหาเรื่องน้ำทะเลหนุนในบางช่วง ทำให้ระบายน้ำออกไปไม่ได้
จำลอง อบอุ่น กำนันตำบลท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาจัดทำประชาพิจารณ์ในโครงการดังกล่าว และที่ผ่านมามีเพียงบริษัทที่ศึกษาความเป็นไปได้ เคยเข้ามาพูดคุยและนำเสนอแต่แง่ดีของโครงการจนชาวบ้านจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ทำการเกษตรที่ต้องพึ่งระบบชลประทาน ไม่เชื่อข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นจริง จึงยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องนี้ และแสดงความกังวลว่าที่ดินของตัวเองจะถูกเวนคืน รวมถึงเริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบแค่ไหนเพียงไร เพราะทุกโครงการจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รัฐบาลจึงควรออกมาบอกข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่เสนอแต่ด้านดีเท่านั้น







