
ลุ้นโครงการน้ำ
การประกาศเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของรัฐบาลที่จะลงนามในสัญญากับ 4 กลุ่มบริษัทเอกชน ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้ เกิดข้อสงสัยว่า จะขัดต่อคำสั่งศาลปกครองหรือไม่ เพราะศาลระบุไว้ในคำพิพากษาชัดเจนว่า รัฐบาลต้องดำเนินการตามมาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง ที่จะต้องจัดทำผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ให้แล้วเสร็จก่อนจะเซ็นสัญญา
การประกาศเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของรัฐบาลที่จะลงนามในสัญญากับ 4 กลุ่มบริษัทเอกชน ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้ เกิดข้อสงสัยว่า จะขัดต่อคำสั่งศาลปกครองหรือไม่ เพราะศาลระบุไว้ในคำพิพากษาชัดเจนว่า รัฐบาลต้องดำเนินการตามมาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง ที่จะต้องจัดทำผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ให้แล้วเสร็จก่อนจะเซ็นสัญญา
ในขณะที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) มั่นใจว่า การเซ็นสัญญาตามที่กำหนดไว้จะไม่ขัดกฎหมาย เนื่องจาก กบอ.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นการดำเนินการตามคำสั่งศาล และสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การลงนามรัฐบาลดำเนินการตามกรอบการเจรจาระหว่าง กบอ.กับเอกชนทั้ง 4 กลุ่มตามที่ระบุไว้ในทีโออาร์ว่า ทุกบริษัทเสนอกำหนดเพดานราคาก่อสร้างสูงสุด (จีเอ็มพี) โครงการทั้ง 9 โมดูล ไว้ตั้งแต่วันที่ยื่นซอง 180 วัน และในการยกร่างสัญญาทาง กบอ.กำหนดไว้ว่า หากโครงการใดทำอีไอเอ เอชไอเอ ไม่ผ่าน ให้โครงการนั้นเป็นอันยกเลิกไปโดยที่เอกชนไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
อย่างไรก็ตาม โครงการน้ำจะสะดุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดว่าจะพิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลหรือไม่เท่านั้น







