
วิกฤตสหฟาร์มสัญญาณร้ายเศรษฐกิจ
ปัญหาการเงินของบริษัท สหฟาร์ม ผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ปัญหาการเงินของบริษัท สหฟาร์ม ผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลกำลังพ่นพิษให้ผู้ประกอบการเข้าแถวล้มตาย
บริษัท สหฟาร์ม แจงว่า ปัญหาการขาดสภาพคล่องจนไม่มีเงินจ่ายพนักงานหลายพันคน เพราะมาจากการส่งออกที่ลดฮวบของประเทศไทย ทั้งจากปัญหาประเทศคู่ค้าเศรษฐกิจไม่ดี และพิษค่าเงินบาทของไทย ทำให้ส่งออกเข้าเนื้อ
นอกจากนี้ ยังเจอพิษนโยบายรัฐบาลจากการเพิ่มขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท ทำให้สหฟาร์มซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น ต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจนชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำให้ต้องปิดโรงงานเลิกจ้างพนักงานจำนวนหลายพันคนเพื่อลดต้นทุน
ขณะเดียวกัน ยังเจอพิษจากต้นทุนค่าอาหารสัตว์เพิ่ม เพราะบริษัทที่ผลิตอาหารสัตว์ก็ประสบปัญหาไม่ต่างกับสหฟาร์ม ทำให้ต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อไม่ให้เข้าเนื้อจากต้นทุนที่วิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นนี่เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันเป็นสัญญาณร้ายของหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง หากไม่คิดวางแนวทางรับมือและแก้ไขปัญหาให้ดี นี่อาจจะเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้
การผจญกับพิษเศรษฐกิจของเอกชนนั้นจะเริ่มจากการมีปัญหาสภาพคล่องก่อน จากนั้นลูกหนี้ก็จะเริ่มผิดนัดชำระหนี้ หากสถานการณ์รุนแรงก็ถึงขั้นหยุดชำระหนี้
เมื่อลูกหนี้ออกอาการปวกเปียกให้เห็น สิ่งที่จะตามมาก็คือ ธนาคารเจ้าหนี้จะต้องตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างของสหฟาร์มนั้น มีมูลหนี้สูงหลายพันล้านบาท แค่ธนาคารกรุงไทยรายเดียวเป็นเจ้าหนี้อยู่ถึง 5,000 ล้านบาท และยังมีเจ้าหนี้ร่วมอย่างธนาคารธนชาต ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารไทยพาณิชย์
ปัญหาของสหฟาร์มถือเป็นกรณีเริ่มต้น และหลังจากนี้จะมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากเข้าข่ายจะประสบปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ใช้แรงงานเข้มข้นซึ่งจะเดือดร้อนก่อนเพื่อน
อย่าคิดว่าเอกชนไทยจะเข้มแข็งจนสามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดี บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะสะสมทุนพอที่จะรองรับช่วงเศรษฐกิจขาลง ส่วนธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดเล็ก แทบจะไม่มีภูมิต้านทานเลย เพราะเจอปัญหาซ้ำเติมมาตั้งแต่ปลายปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่จนการส่งออกชะงัก
ต่อมาปี 2555 การส่งออกของไทยที่เดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 15% แต่พิษเศรษฐกิจโลกทำให้การส่งออกของไทยโตได้แค่ 4% เท่านั้น
สำหรับปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าการส่งออกไว้ 89% แต่เจอพิษเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้น เศรษฐกิจจีนที่ชะลอ และค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ต้องปรับเป้าการส่งออกเหลือ 56% เท่านั้น ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าการส่งออกของไทยอาจจะโตต่ำกว่า 3% ทำให้ต้องลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จาก 5% ต่อปี เหลือ 4.3% ต่อปีเท่านั้น ทำให้ผู้ส่งออกอมโรคจนยืนอยู่ไม่ได้
สถานการณ์การอ่อนแอของผู้ประกอบการมีมากขึ้นเท่าไร ยิ่งส่งผลกระทบให้หนี้เสียของระบบสถาบันการเงินมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการที่ลงทุนส่วนใหญ่ใช้เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของรัฐแทบทั้งนั้น
แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะรายงานข้อมูลหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบปี 2555 อยู่ที่ 2.54 แสนล้านบาท หรือ 2% ของสินเชื่อทั้งระบบ แม้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ หากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกหดตัว และการเพิ่มขึ้นของค่าแรงมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรงจนชำระหนี้ไม่ได้
สำหรับธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบนั้น แม้หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ธนาคารก็มีความแข็งแกร่งพอ เพราะสำรองหนี้เกินมาตรฐานของ ธปท.ไปเยอะมาก
ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูง มีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญ สูงเกินมาตรฐานมาก ธนาคารของรัฐกลับมีฐานะตรงกันข้าม
ธนาคารรัฐหลายแหล่ง มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) มีหนี้เสีย 3.2 หมื่นล้านบาท ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีหนี้เสีย 3.9 หมื่นล้านบาท แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเกิดจากการปล่อยกู้หละหลวม แต่จำนวนไม่น้อยก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกสะเก็ด และปัญหาเพิ่มขึ้นค่าแรงทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องปิดตัวลงไปจำนวนมาก
การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐ เป็นเหมือนระเบิดเวลาวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ประมาทไม่ได้
หากย้อนกลับไปสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เกิดจากปัญหาหนี้เสียจากสถาบันการเงินที่มีจำนวนมาก แต่ภาครัฐไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สูง เศรษฐกิจไทยยังเสียหายขนาดหนัก ใช้เวลานานนับสิบปีถึงจะฟื้นมายืนได้แข็งแรงเหมือนเดิม
แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเจอภาระหนี้สูงตีโอบทุกด้าน ซึ่งเป็นความเสี่ยงคุกคามเศรษฐกิจให้มีปัญหาหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ ก็มีตัวอย่างของบริษัท สหฟาร์ม ที่เป็นน้ำลดตอผุด ซึ่งจะมีผู้ประกอบการอีกหลายราย โดยเฉพาะที่ใช้แรงงานจำนวนมากจะมีปัญหาตามมา
ในส่วนของแบงก์รัฐทั้งเอสเอ็มอีแบงก์ และอิสลามแบงก์ มีหนี้เสียที่ยิ่งวันยิ่งสูงขึ้น จากการปล่อยกู้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่ทนพิษเศรษฐกิจและนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่ไหว และต้องปิดกิจการหนีตายในที่สุด
ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็เสี่ยงหนี้เสียทั้งจากการปล่อยกู้เกษตรกร แต่ราคาพืชผลตกต่ำลงทำให้เกษตรไม่มีรายได้มาชำระหนี้ ส่วนเงินที่ปล่อยกู้ให้รัฐบาลในโครงการรับจำนำกว่า 2 แสนล้านบาท แม้ว่าในทางนิตินัยจะไม่เป็นหนี้เสีย แต่ในทางปฏิบัติก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนี้ที่รัฐบาลหาเงินมาชำระคืนได้ยาก ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว
ส่วนภาครัฐบาลเองก็ก่อหนี้ก้อนโตอีกหลายก้อน ทั้งการกู้เพื่อการขาดดุลงบประมาณปีละ 23 แสนล้านบาท การกู้เงินจาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการกู้เงินจาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่หลายฝ่ายท้วงติงว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนไปจะมีรายได้ไม่พอชำระหนี้ จะทำให้ประเทศอยู่ในภาวะถังแตก
หรือแม้แต่หนี้ระดับครัวเรือนก็พุ่งสูงขึ้น จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยปี 2553 อยู่ที่ 5.06 ล้านล้าน คิดเป็น 45% ต่อ จีดีพี เฉลี่ยละต่อครัวเรือนอยู่ที่ 2.67 แสนบาท ล่าสุดหนี้ครัวเรือน พุ่งเป็น 8.82 ล้านล้าน หรือ 80% ต่อจีดีพี เฉลี่ยต่อครัวเรือน 4.39 แสนบาท จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ธปท. ก็แสดงความเป็นห่วงว่า ครัวเรือนจะมีปัญหาการชำระหนี้จนเกิดหนี้เสียกับสถาบันการเงินทั้งของเอกชนและรัฐได้
ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจขาลงของไทยที่ทุกหน่วยงานทางเศรษฐกิจลดประมาณการเศรษฐกิจจากประมาณ 56% ต่อปี เหลือ 4.5-5.5% ต่อปี ยิ่งทำให้ปัญหาหนี้เสียทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะยิ่งเศรษฐกิจหดตัวมากเท่าไร ผู้ประกอบการยิ่งจะมีปัญหาการเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น กระทบสถาบันการเงินมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากเป็นเงาตามตัว
แม้แต่หนี้รากหญ้าครัวเรือน ก็จะเอาไม่อยู่ เพราะหากมีการเลิกจ้างงานจำนวนมาก ราคาพืชผลตกต่ำไม่กระเตื้องขึ้น หนี้เสียครัวเรือนจะพุ่งสูงไปพร้อมกับหนี้ของผู้ประกอบการไปด้วย
หรือหนี้ของรัฐบาลเองก็น่าเป็นห่วง เพราะเศรษฐกิจโตต่ำกว่าเป้ามากเท่าไร ก็จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงเท่านั้น และทำให้ฐานะการคลังของประเทศมีปัญหา
เรื่องหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้นสูง กำลังก่อตัวเป็นจุดตายของเศรษฐกิจไทย เพราะประสบการณ์จากอดีต ลำพังหนี้เสียจากสถาบันการเงินเองยังเอาไม่อยู่ ตอนนี้ทั้งหนี้เสียของเอกชนและรัฐบาลมาพร้อมกัน ผลกระทบกับเศรษฐกิจย่อมรุนแรงกว่าในอดีตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







