posttoday
จุดบอดมีส่วนร่วมจุดอ่อนรัฐบาล

จุดบอดมีส่วนร่วมจุดอ่อนรัฐบาล

10 กรกฎาคม 2556

อุตส่าห์เดินสายทั้งในและนอกประเทศ จัดเวิร์กช็อปบอกกล่าวภาคเอกชน ข้าราชการ จากนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

อุตส่าห์เดินสายทั้งในและนอกประเทศ จัดเวิร์กช็อปบอกกล่าวภาคเอกชน ข้าราชการ จากนี้เป็นปีแห่งการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ

จัดหนักด้วยงบก้อนมหึมายอมสร้างหนี้ 50 ปี แลกลงทุนเมกะโปรเจกต์บริหารจัดการน้ำ 3.4 แสนล้านบาท ตามด้วยเร่งปั๊มกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เดินคู่ไปกับวาระการเมือง วาดฝันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกาศลั่นทุ่ง ทุกอย่างล็อกเป้าหมายเรียบร้อย งานนี้ฉลุยแน่!

แต่ทำไปทำมา แผนงานดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่กำหนด

ประการแรก ศาลปกครองออกคำสั่งชะลอโครงการบริหารจัดการน้ำ

ประการที่สอง คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายส่งหนังสือถึงนายกฯ ท้วงติงร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงอาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา

ประการสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ไปต่อหรือแช่แข็ง ผสมโรงองค์กรประชาชนตั้งท่าคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างถึงที่สุด

เครื่องยนต์รัฐบาลต้องสะดุด ล้วนมาจากอิทธิฤทธิ์รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิตามช่องทางยื่นตรวจสอบรัฐบาล

ไม่ว่าคำสั่งศาลปกครองชะลอโครงการ บริหารจัดการน้ำ หรือกรรมการปฏิรูปกฎหมายท้วงติงร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ดูมีโจทย์ตรงกันข้อหนึ่ง คือ รัฐบาลต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชน ต้องจัดให้มีกระบวนการทำประชาพิจารณ์

ทั้งที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการให้สิทธิประชาชนมีส่วนร่วม อย่างน้อยมาตรา 67 วรรค 2 ระบุไว้ว่า

“การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว”

จึงไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน ทั้งที่เคยมีบทเรียนมาแล้วจากรัฐบาลที่ผ่านมา กรณีศาลปกครองรับคำร้องภาคประชาชนจนมีคำสั่งระงับโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้รัฐบาลต้องคำนึงถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมาเป็นลำดับแรก

กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่งมากางตำราข้อกฎหมาย สั่งการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ออกแบบแนวทางการทำประชาพิจารณ์ หารือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นี่จึงไม่ใช่การดำเนินการแต่แรกเริ่ม แต่ความจริงจังในการทำประชาพิจารณ์เกิดขึ้นภายหลังศาลปกครองมีคำสั่ง

ขณะเดียวกัน กลับมีรัฐมนตรีที่กำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ออกมาบอก “สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะได้มีการจัดทำผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว” ยิ่งสร้างความสับสนอลหม่าน ตกลงได้ทำประชาพิจารณ์โครงการอะไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเป็นเพียงแค่วิวาทะแก้เกี้ยวทางการเมือง

อย่างไรก็ตามแต่ การที่รัฐบาลกำลังสาละวนตามแก้โจทย์ “ขาดการมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นประชาชน” ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป

มองข้ามกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน คิดว่าความเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากสามารถเดินหน้าผลักดันวาระต่างๆ ทั้งในและนอกสภาคงผ่านฉลุย แต่เอาเข้าจริงไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะต้องเจอด่านรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตราเกี่ยวกับสิทธิประชาชนที่จะรับรู้และแสดงความเห็นต่อโครงการต่างๆ และยังต้องเผชิญกับฝ่ายต่างๆ ที่กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ประเด็นสำคัญ การตั้งธงไม่เปิดใจตั้งแต่ต้น แสดงออกทางพฤติกรรมแบ่งเขาแบ่งเรา เช่น รัฐมนตรีกล่าวเหยียดหยามภาคประชาชนไม่ต่างกับขยะ สัตว์เลื้อยคลาน

มองความเห็นต่างเป็นศัตรูการเมืองไปเสียทั้งหมด เฉกเช่นภาควิชาการ สถาบันทีดีอาร์ไอ ข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานรัฐบาล ท้วงติงโครงการรับจำนำข้าวจะมีปัญหา

แต่รัฐบาลไม่เคยฟัง จนในที่สุดตัวเลขขาดทุนบานทะโร่ต้องตามแก้ไขภายหลังพลิกเปลี่ยนนโยบายไปมา จึงเพิ่งได้ยินเสียงรัฐบาลประกาศพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ให้มาช่วยหาทางออก เรียกว่า “กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว”

ไม่ต่างกับประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม

แม้รัฐบาลอ้างเพื่อสร้างประชาธิปไตยปลดล็อกความขัดแย้ง แต่มีความเคลือบแคลงต้องการแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่ง

ทั้งที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เคยเสนอ การนิรโทษกรรมไม่ใช่ทางออกของการสร้างความปรองดอง แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนด้วยการจัดเวทีสานเสวนา ให้ทุกฝ่ายร่วมเจรจาหาทางออก ยึดหลักกระบวนการยุติธรรม ก่อนจะไปสู่ขั้นเสนอกฎหมาย

แม้รัฐบาลจะรับลูกจัดเวทีสานเสวนา แต่ทำอย่างเงียบๆ จนเกิดคำถามว่าจะปลุกความมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างไร

ล่าสุด พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจัดเวทีสานเสวนาจะเสร็จสิ้นเดือน ก.ค. โดยที่สาธารณชนไม่เคยทราบมาก่อนว่าไปจัดเวทีสานเสวนาที่ไหนบ้าง และผลของการเปิดรับฟังตามแบบฉบับรัฐบาลจะมีอิทธิพลต่อการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ที่แซงหน้าคาอยู่ในสภาไปแล้วอย่างไรบ้าง

หรือนี่เป็นแค่พิธีกรรมเพื่อไปสนับสนุนเหตุผลการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังรอพิจารณาภายหลังเปิดสภาวันที่ 1 ส.ค.นี้ ว่าได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความพยายามสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐประชาชนไม่ถูกสร้างขึ้นจริง แถมรัฐบาลเติมความหวาดระแวงไว้เป็นทุน

ผลตามมาย่อมทำให้หลายวาระงานไม่สามารถผลักดันไปถึงฝั่ง

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า