posttoday
ความมั่นคงของประเทศกับการเมืองไทย

ความมั่นคงของประเทศกับการเมืองไทย

20 เมษายน 2553

....สุเทพ กล่ำทวี

ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติและหลายฝ่ายต่างกำลังช่วยกันหาทางออกทางการเมืองที่ดีที่สุดให้แก่ประเทศชาติ ดูเหมือนว่าประเด็นด้านความมั่นคงในขณะนี้จะได้รับความสนใจน้อยไปกว่าประเด็นด้านความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งอย่างหลังนี้ได้เปรียบเนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งจากบรรดาสื่อมวลชนทุกแขนงและประชาชนทั่วไป

โดยหลักการแล้ว ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) และการเมืองของประเทศ (National Politics) เป็นเรื่องที่อยู่คู่กัน ยากที่จะถูกแยกออกจากกัน เนื่องจากเป้าหมายสุดท้ายของทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือประเทศจะต้องมีเสถียรภาพทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง

ที่สำคัญไปกว่านั้น การเมืองและความมั่นคงยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเจริญทั้งทางด้านสังคมและด้านเศรษฐกิจ ที่ปรากฏอยู่ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าขณะที่ประเทศไทยกำลังมีความผันผวนทั้งทางด้านการเมืองและความสั่นคลอนด้านความมั่นคง อันสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมดูแลการเกิดความรุนแรงและการใช้อาวุธสงครามในที่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำนวนนักลงทุนต่างประเทศที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกำลังลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ ยังไม่นับรวมความเสียหายด้านการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทไปแล้ว และอาจจะเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมดูแลสถานการณ์ได้

ประเทศใดก็ตามที่แม้จะมีการเมืองที่ดูสงบเรียบร้อย แต่ขาดไว้ซึ่งความมั่นคง บ้านเมืองก็มักจะไม่มีขื่อมีแป ประชาชนในประเทศไม่เคารพกฎ ระเบียบของสังคม ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ การที่ประชาชนขาดความเคารพซึ่งกฎหมายทำให้หลักการแห่งความเป็นนิติรัฐ หรือรัฐที่ยึดถือการมีกฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุมความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องสั่นคลอน และถ้าปล่อยเอาไว้นานๆ รัฐนั้นๆ ก็จะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) จนไม่อาจจะดำรงสถานะแห่งความเป็นรัฐได้

สถานการณ์ในประเทศไทยเราปัจจุบัน คงจะไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองกำลังฉุดให้เกิดความสั่นคลอนด้านความมั่นคง ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังทำให้หลักความเป็นนิติรัฐของไทยคลอนแคลน ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังทำให้สังคมไทยแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายและขาดความสามัคคีอย่างรุนแรง ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรากำลังทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเดินเข้าสู่จุดวิบัติ

ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่มีความห่วงใยในเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ จึงขอฝากแง่คิดไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

สิ่งแรกที่รัฐบาลจะต้องกระทำและถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดได้แก่ การต้องบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงที่กำลังใช้อยู่ให้บังเกิดผลโดยเร็วที่สุด เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างมีเอกภาพ เฉียบขาด และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม การใส่เกียร์ว่างหรือโยนลูกกันไปกันมา หรือการอ้างว่าการเมืองควรแก้ด้วยการเมือง น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถช่วยประเทศได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ประการที่สอง นายกรัฐมนตรีต้องรีบแสดงภาวะความเป็นผู้นำให้ประชาชนได้เห็นว่าในสภาวะวิกฤตทางการเมือง การตัดสินใจใดๆ จะต้องรีบดำเนินการอย่างเฉียบพลันและอยู่บนพื้นฐานของ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” โดยจะต้องปล่อยวางเรื่องผลประโยชน์ของพรรคและผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองเอาไว้ก่อน ขอแนะนำให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับการตัดสินใจของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษผู้กล้าหาญและเกรียงไกรอย่างนายวินสตัน เชอร์ชิลล์ สมัยที่อังกฤษตกอยู่ในสภาวะวิกฤตช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2

นายกรัฐมนตรีไทยต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองไปสู่ความสั่นคลอนด้านความมั่นคงแล้ว ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ อาจจะกระเทือนถึงความมั่นคงของสถาบันหลักแห่งชาติได้ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีควรคำนึงถึงก็คือ รีบแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงภายในประเทศให้เร็วที่สุด แล้วจึงตามด้วยการตัดสินใจแก้ไขปัญหาทางการเมือง การตัดสินใจใดๆ ทางการเมืองขณะที่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองยังไม่เกิด ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะสมเหตุสมผล

ประการที่สาม ฝ่ายที่รับผิดชอบและมีอำนาจเต็มตัวจริงด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศอย่างผู้บัญชาการทหารบก ควรต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ได้แล้วว่า ถ้าการเมืองสามารถแก้ปัญหาด้วยการเมืองได้เอง รัฐบาลก็คงจะไม่ต้องอาศัยกองกำลังทหารให้เข้ามาเกี่ยวข้อง สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงอย่างชัดแจ้ง มีการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชน รวมทั้งทหารและผู้ชุมนุมอย่างโจ๋งครึ่ม กองกำลังหลายฝ่ายไม่รู้ว่าใครเป็นใครกำลังอาศัยความไม่กล้าตัดสินใจของทหารและรัฐบาลสร้างความยุ่งเหยิงและความเสียหายให้แก่ประเทศไทย ทหารควรจะต้องออกหน้าและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถได้แล้ว ความพยายามลอยตัวอยู่เหนือปัญหา หรือการไม่กล้าตัดสินใจดำเนินการใดๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า “ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน” อาจจะยิ่งทำให้คนไทยเสียชีวิตหรือพิกลพิการมากยิ่งขึ้น

ประการที่สี่ พลังสังคมทุกเหล่าทุกฝ่ายต้องเร่งรีบช่วยกันรณรงค์ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะผ่านสื่อทุกแขนงหรือทำกิจกรรมรณรงค์กลางแจ้งตามที่สาธารณะต่างๆ โดยจะต้องช่วยกันประกาศจุดยืนของการ “ต่อต้านผู้ละเมิดและไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมืองทุกรูปแบบ” “ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการเรียกร้องทางการเมือง” รวมทั้ง “การสนับสนุนวิธีการเจรจาอย่างสันติเพื่อหาทางออกให้แก่บ้านเมือง” การรณรงค์ดังกล่าวจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องจนกว่าประเทศชาติจะคืนสู่ความสงบเรียบร้อยเหมือนเดิม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท