posttoday
ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาฝรั้ง

ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาฝรั้ง

20 เมษายน 2553

...สมชาย สกุลสุรรัตน์

วันนี้ผมมีโอกาสพบกับผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินต่างประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งเพิ่งบินเข้ามาประชุมที่ภูเก็ต ได้พูดคุยกับเขาแล้วทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น จึงเก็บมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแก้เครียด

แน่นอนครับ คำถามแรกที่เขาถามผมคือ สถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะเป็นอย่างไร ผมก็จำต้องว่าไปตามมารยาทว่า เหตุการณ์ทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยนั้น ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ได้เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนมาถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งระหว่างนั้นก็มีเหตุระทึกขวัญใหญ่บ้างเล็กบ้างสลับกันไป เช่นกรณีการยิงแม่ทัพภาคที่ 1 ตายคากองทัพ จนถึงความพยายามปฏิวัติ แต่ไม่สำเร็จ เพราะพวกไม่มาตามนัดวัน April Fool หรือที่เรียกว่า เมษาฮาวาย ของนายทหารรุ่น พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร ที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว เป็นต้น

ขอออกตัวนิดหนึ่งนะครับว่า ที่พูดกับฝรั่งไปนั้นพูดเฉพาะเนื้อเท่านั้น คือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีเหตุการณ์คล้ายๆ กันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และทุกครั้งประเทศไทยก็สามารถผ่านเหตุการณ์ไปได้ ส่วนเนื้อหาที่เป็นน้ำทั้งหลายนั้น ผมเติมให้ท่านผู้อ่านทราบเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับฝรั่ง กลัวเขาว่าประเทศนี้เป็นประเทศตลกขบขันประกอบบู๊ล้างผลาญ และเศร้าเคล้าน้ำตา วุ่นวายไปหมดเหมือนละครน้ำเน่า

จากนั้นก็บอกเขาว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายคนเสื้อแดงนั้น คงไม่มีใครคิดอยากจะทำลายชาติบ้านเกิดของตัวเอง และคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำขึ้นอีก หลังจากนั้น คงเจรจากันหาข้อยุตินอกจอทีวีได้ เพราะทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายคนเสื้อแดง มีจุดยืนร่วมกันอยู่แล้วว่า จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภา ที่เถียงๆ กันอยู่คือเรื่องของเวลาที่จะดำเนินการเท่านั้น ไม่ใช่ขัดแย้งในเนื้อหาที่ตกลงกันไม่ได้ เช่นให้ผู้นำฝ่ายเสื้อแดงยอมมอบตัวก่อนหรือให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงจะเลิกรากันไป ซึ่งอย่างนั้นพูดกันให้ตายคงตกลงกันไม่ได้

ผมพูดไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าฝรั่งจะยอมรับความเห็นประหลาดของผมหรือไม่ แต่การณ์ปรากฏว่าฝรั่งซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง รู้จักเมืองไทย และเคยผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ ในต่างประเทศมาแล้ว เช่นในอาเจนตินา ในฟิลิปปินส์ และล่าสุดในแคริบเบียนและเฮติ กลับขยายความว่า ในทัศนะของเขา คนไทยนั้นค่อนข้างจะ Resilient หรือมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้เร็ว ไม่ว่าเหตุการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วย แต่ไม่อยากบอกเขาว่าที่เรา Resilient มาก เพราะเราไม่ค่อยชอบวางแผนหรือเตรียมการอะไรล่วงหน้า โดยเฉพาะการเตรียมการรับเหตุการณ์ร้ายๆ เพราะนิยมตั้งข้อสมมติฐานเข้าข้างตัวเองว่าเหตุการณ์คงไม่มีอะไรร้ายแรง แล้วก็หาข้ออ้างสารพัดมาสนับสนุน ข้อสมมติฐานเพื่อให้สบายใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เอาว่า เขาเห็นว่าคนไทยมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ ประเทศไทยนั้นถึงจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของไทย แต่เขายังมีความเห็นว่า เมื่อใดที่สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลง นักลงทุนจะหันกลับมาลงทุนในประเทศไทยต่อ

ที่เป็นดังว่า นอกจากความสามารถในการปรับตัวของคนไทยแล้ว เขายังมองว่าปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจว่าจะลงทุนในเมืองไทยต่อ เกิดจากความจริงที่ว่า ไทยเป็นประเทศที่หมาย (DESTINATION) ของการท่องเที่ยวของโลกที่สำคัญประเทศหนึ่ง คนทั่วโลกรู้จักเมืองไทย

คนไทยและอาหารไทยในแง่ดีกว่าประเทศอื่นในอินโดจีน ที่กล่าวกันว่า กำลังก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งของไทยในการช่วงชิงเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ที่สำคัญเขายังมองว่า ประเทศของเรานั้นมีตลาดภายในประเทศที่ค่อนข้างทันสมัย ก้าวหน้ากว่าประเทศเหล่านั้นมาก เขายังมีโอกาสขยายธุรกิจหากำไรได้เป็นกอบเป็นกำกว่าประเทศเหล่านั้น

ฟังเขาพูดแล้ว สบายใจขึ้นหน่อยว่า ถึงแม้เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จะกระทบต่อธุรกิจมากพอสมควร โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม แต่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศนี้จะกลายเป็นประเทศที่น่ากลัวภยันตรายจนไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วยในอนาคต อยู่ที่ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันยุติเหตุการณ์ให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไร

เขาถามผมก่อนกลับว่า จะให้สถาบันของเขาช่วยเหลือรัฐบาลหรือประเทศไทยได้อย่างไร ผมบอกว่า คงไม่ต้องช่วยเหลือรัฐบาลหรอกครับ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลคงช่วยตัวเองได้ หรือถ้าช่วยไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าอยากช่วยขอให้ช่วยประเทศไทยดีกว่า โดยขอให้ช่วยเผยแพร่แนวความคิดที่เขาบอกผมต่อชาวโลกว่า ประเทศนี้ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าลงทุน คนไทยยังเป็นคนที่น่ารักยิ้มง่าย ใจดี ไม่ใช่จะดุเด็ดเผ็ดมันไปหมดทั้งประเทศ อย่างที่เขาคงเห็นทางจอทีวี เหตุการณ์ที่เกิดเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งในที่สุดคงตกลงกันได้ เพราะไม่มีใครอยากทำลายชาติของตนเอง

ที่สำคัญกว่านั้นคือ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วนยังมั่นคงแข็งแรง โดยเฉพาะภาคการเงิน ถึงแม้บางภาคส่วนจะได้รับผลกระทบบ้างแต่คงได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐ และภาคการเงินเพื่อให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งว่าไปแล้ว เมื่อเหตุการณ์ร้ายผ่านไปมักจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะความที่ไทยเป็นประเทศที่หมายทางการท่องเที่ยวหลักของโลก อย่างที่ว่ามา

อีกข้อหนึ่งที่ขอให้เขาช่วยคือช่วยบอกสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานเขตของเขาในต่างประเทศให้เข้าใจระบบการเงินของไทยว่า สถาบันการเงินของไทยนั้นมีพื้นเพมาจากการให้บริการทางการเงินแบบยูนิเวอร์แชลแบงกิง หรือจับฉ่าย คือทำทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่างไรๆ เมื่อบริหารสถาบันการเงินของไทยแล้ว ช่วยดูแลธุรกิจไทยทั้งเล็กทั้งใหญ่ด้วยความเห็นอกเห็นใจ อย่าอ้างว่า สำนักงานใหญ่ไม่อยากให้สินเชื่อแก่ธุรกิจนั้นธุรกิจนี้ เพราะกำไรน้อยเกินไปจึงตัดวงเงินสินเชื่อเอาดื้อๆ ทำให้ลูกค้าซึ่งคบค้ากันมานาน กระเจิงไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นลูกค้าที่ไม่พึงปรารถนาเมื่อใด ซึ่งถ้าทำแบบนี้มากๆ ย่อมกระทบกระเทือนถึงเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างแน่นอน

เขาก็รับปาก จะเป็นไปตามมารยาทหรือไม่ ไม่ทราบได้ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งเครียดน่าจอทีวีเหมือนช่วงสงกรานต์เป็นไหนๆ ท่านเห็นด้วยไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท