
การผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของ ปตท.?
ข้อกล่าวหาหนึ่งเกี่ยวกับการผูกขาดธุรกิจพลังงานของ ปตท. ที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงตลอดเวลาก็คือ รัฐบาลได้ให้ ปตท.เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันเกือบทุกแห่งในประเทศ (5 ใน 6 แห่ง) ทำให้ ปตท.มีอำนาจในการควบคุมการบริหารจัดการโรงกลั่นน้ำมันในประเทศเกือบทั้งหมด ก่อให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจการกลั่นน้ำมัน และการสั่งน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้น้ำมันที่ขายในประเทศมีราคาแพง เพราะมีการผูกขาดตัดตอน
ข้อกล่าวหาหนึ่งเกี่ยวกับการผูกขาดธุรกิจพลังงานของ ปตท. ที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงตลอดเวลาก็คือ รัฐบาลได้ให้ ปตท.เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันเกือบทุกแห่งในประเทศ (5 ใน 6 แห่ง) ทำให้ ปตท.มีอำนาจในการควบคุมการบริหารจัดการโรงกลั่นน้ำมันในประเทศเกือบทั้งหมด ก่อให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจการกลั่นน้ำมัน และการสั่งน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้น้ำมันที่ขายในประเทศมีราคาแพง เพราะมีการผูกขาดตัดตอน
เรื่องการผูกขาดธุรกิจพลังงานของประเทศโดย ปตท.นั้น เป็นเรื่องที่ติดพันกันมานานตั้งแต่ ปตท.ยังมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มตัว และเข้าไปทำธุรกิจพลังงานในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ดังนั้นจึงได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้ในทุกประเทศที่มีการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้น เพื่อมาดูแลผลประโยชน์ด้านพลังงานให้แก่รัฐ
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการแปรรูป ปตท.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีการขายหุ้นบางส่วนให้กับเอกชน ทุกฝ่ายรวมทั้ง ปตท.ก็เห็นด้วยว่าควรจะลดการผูกขาดลง โดยเฉพาะในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานก็กำลังพิจารณาที่จะให้มีการเปิดเสรีมากขึ้น โดยอาจให้เริ่มในกิจการท่อส่งก๊าซและการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศก่อน
แต่ในส่วนของธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้มีการกล่าวอ้างว่ามีการผูกขาดโดย ปตท.มากถึง 83% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด (โดยคิดง่ายๆ ว่า ปตท.ถือหุ้น 5 ใน 6 โรงกลั่น = 83%) นั้น ผมคิดว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ง่ายเกินไป และไม่มีเหตุผลรองรับอย่างเพียงพอ
ก่อนอื่นผมขอย้อนกลับไปฉายภาพของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่รู้จักกันดีว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง”
ช่วงนั้นประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 6 แห่ง (เท่ากับปัจจุบัน) แต่มีอยู่ 2 แห่งเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ คือ สตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิง ของบริษัท คาลเท็กซ์ (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงกลั่น SPRC ของ Chevron) และระยองรีไฟเนอรี่ (RRC) ของบริษัท เชลล์ (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น PTTAR และควบรวมเข้ากับ PTT Chemical กลายเป็น PTTGC ในที่สุด)
โรงกลั่นที่สร้างเสร็จใหม่ๆ 2 แห่ง รวมกับโรงกลั่นแบบ Condensate Splitter ของ TPI ที่สร้างขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมของตนเอง โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมาย ทำให้ไม่ต้องขออนุญาตกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันของประเทศขณะนั้นพุ่งขึ้นไปถึง 800,000 บาร์เรล/วัน ในขณะที่ความต้องการในประเทศมีเพียงไม่เกิน 600,000 บาร์เรล/วันเท่านั้น
ยิ่งมาเจอวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ความต้องการน้ำมันยิ่งลดลง และเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบลดลง ค่าการกลั่นก็ลดจนถึงติดลบติดต่อกันหลายปี ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันก็ประสบกับภาวะขาดทุนไปทั่วโลก
ในประเทศไทย ธุรกิจโรงกลั่นก็ประสบกับปัญหาเดียวกัน ซ้ำร้ายค่าเงินบาทยังอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง โรงกลั่นใหม่ๆ ที่กู้เงินมาลงทุนจึงประสบกับปัญหาการขาดทุนอย่างมหาศาล แม้กระทั่งโรงกลั่นเก่าอย่างเช่นไทยออยล์ ที่กู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนปรับปรุงโรงกลั่น ก็ประสบกับปัญหาขาดทุน และมีหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากการลดค่าเงินเช่นเดียวกัน
โดยขณะนั้น ปตท.ได้รับสิทธิให้เข้าไปถือหุ้นแทนรัฐบาลในโรงกลั่นใหม่ๆ ที่ไดัรับอนุญาตให้สร้างขึ้นมาใหม่ในสัดส่วน 36% อยู่แล้ว ดังนั้นในช่วงนั้น ปตท.จึงมีหุ้นอยู่ในโรงกลั่น 4 แห่ง คือ RRC, Star Petroleum (36%) ส่วนบางจาก (BCP) และไทยออยล์ (TOP) นั้น ปตท.ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนที่ไม่มากนัก
จากสถานการณ์ดังกล่าว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็จะต้องมีโรงกลั่นน้ำมันปิดตัวเองหลายแห่ง เพราะขาดสภาพคล่อง ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รัฐบาลจึงต้องใช้ ปตท.เป็นกลไกเข้าไปแก้ไขสถานการณ์
โดย ปตท.ได้เข้าไปซื้อกิจการโรงกลั่นน้ำมันระยอง (RRC) มาจากบริษัท เชลล์ มาควบรวมกับ PTT Aromatic เป็น PTT Aromatic and Refining หรือ PTTAR และมาควบรวมอีกครั้งกับ PTT Chemical กลายเป็น PTT Global Chemical หรือ PTTGC ในที่สุด
ส่วนไทยออยล์และทีพีไอนั้น ปตท.ก็ได้เข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มทุนจนกลายเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ดี โดยส่งผู้บริหารมืออาชีพจาก ปตท.เข้าไปบริหารจนได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ในขณะที่โรงกลั่นบางจากซึ่งประสบปัญหาทางการเงิน ทาง ปตท.ก็ได้เข้าไปเพิ่มทุนให้ทำให้บางจากสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ และสามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาทำการปรับปรุงโรงกลั่นให้ทันสมัย และหันไปลงทุนในพลังงานทดแทน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (อ่านประกอบตาราง)
จะเห็นว่าโดยนิตินัยแล้ว ไม่มีโรงกลั่นใดเลยที่ ปตท.ถือหุ้นเกิน 50% แต่แน่นอนว่าเราคงจะใช้จำนวนหุ้นเพียงอย่างเดียวมาเป็นตัววัดว่า ปตท.มีอำนาจครอบงำการบริหารหรือไม่คงไม่ได้ คงต้องพิจารณาด้วยว่า ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในบริษัทหรือไม่ และมีอำนาจในการบริหารจัดการในบริษัทเด็ดขาดหรือไม่ โดยเฉพาะในการกำหนดตัวหรือแต่งตั้งผู้บริหารระดับกรรมการผู้จัดการ หรือประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร (CEO)
ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์นี้มาวัดการครอบงำการบริหารของ ปตท.ในโรงกลั่นต่างๆ 5 แห่งที่ ปตท.ถือหุ้นอยู่ จะพบว่า ปตท.มีอำนาจบริหารโรงกลั่นจริงๆ เพียง 3 แห่งเท่านั้น คือ ไทยออยล์ (TOP) PTTGC และ IRPC เพราะทั้ง 3 แห่งนี้ ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ถึงแม้จะไม่ใช่เป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างมาก แต่เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง สามารถส่งคนของตนเข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูงสุด (CEO) ได้
ส่วนอีก 2 แห่ง คือ SPRC และ BCP นั้น ปตท.เป็นแต่เพียงผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย โดยในกรณีของ SPRC นั้น ชัดเจนว่า Chevron ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 64% เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการโรงกลั่น โดยการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้บริหารก็ทำโดยคณะกรรมการบริษัท 9 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของ Chevron (ปตท.มีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการบริษัทเพียง 2 คน) CEO ก็เป็นคนของ Chevron
ส่วนบางจากนั้นผู้ถือหุ้นใหญ่คือประชาชน ซึ่งถือหุ้นบางจากมากถึง 62.8% จึงทำให้บางจากมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นบริษัทมหาชนจริงๆ และแม้ ปตท.จะถือหุ้นบางจากในสัดส่วนสูงถึง 27.2% และถือว่าบางจากเป็นบริษัทในเครือ ปตท. แต่ ปตท.ก็ไม่ได้มีอำนาจบริหารจัดการในบางจาก แม้แต่การแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบางจาก ก็มีการดำเนินการเป็นอิสระผ่านคณะกรรมการสรรหา และได้ลูกหม้อซึ่งเป็นพนักงานของบางจากมาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ 2 คนติดต่อกัน โดยปราศจากการแทรกแซงจาก ปตท.แต่อย่างใด อีกทั้ง ปตท.ยังมีตัวแทนนั่งอยู่ในคณะกรรมการบริษัทเพียง 2 คนเท่านั้น จากจำนวนกรรมการทั้งหมด 14 คน และมีกรรมการอิสระถึง 6 คน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การที่มีผู้ออกมาพูดว่า ปตท.เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นถึง 5 ใน 6 แห่ง แสดงว่ามีการผูกขาดธุรกิจ และสามารถครอบงำกิจการโรงกลั่นน้ำมันของประเทศได้นั้น เป็นการตีความที่เกินจริง เพราะยังมีโรงกลั่นอีก 3 แห่งที่ ปตท.ไม่สามารถเข้าไปบริหารสั่งการอะไรได้ นั่นคือโรงกลั่น Esso, SPRC และ BCP
อีกทั้งที่ระบุว่าการที่ ปตท.เข้าไปถือหุ้นโรงกลั่น 5 ใน 6 แห่ง ทำให้ ปตท.ผูกขาดการสั่งน้ำมันดิบเข้ามากลั่นในประเทศได้ทั้งหมดก็ไม่เป็นความจริงอีก เพราะโรงกลั่นทั้ง 3 แห่งที่ ปตท.ไม่ได้เป็นผู้บริหาร เขาก็สั่งน้ำมันดิบของเขาเอง ปตท.จะมีสิทธินำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นได้ ก็เฉพาะในสัดส่วนที่ไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ตาม Supply and Off Take Agreement เท่านั้น อีกทั้งยังต้องมีการตรวจสอบราคา และหรือประมูลผ่านขั้นตอนการจัดซื้อตามระเบียบของโรงกลั่นนั้นๆ อีกด้วย
อนึ่ง การที่ ปตท.เข้าไปมีอำนาจในการบริหารจัดการโรงกลั่นน้ำมัน 3 ใน 6 แห่งนั้น จะเป็นการผูกขาด ตัดตอน หรือทำให้น้ำมันมีราคาแพงเกินจริงหรือไม่ คงต้องดูข้อมูลหรือพฤติกรรมอย่างอื่นประกอบด้วย จะเหมาเอาง่ายๆ จากการถือหุ้นว่า ถ้าถือหุ้นมากก็แสดงว่าครอบงำได้ เมื่อครอบงำได้ย่อมมีพฤติกรรมผูกขาด ตัดตอน เอาเปรียบประชาชน ผมว่ามันจะเป็นการสรุปบนความคิดเห็นส่วนตัวที่ตื้นจนเกินไป และอาจมีอคติได้หรือเปล่า
แน่นอนว่ายังมีการผูกขาดอยู่ในธุรกิจพลังงานไทย โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า แต่สำหรับธุรกิจน้ำมันนั้น ผมคิดว่ามีการเปิดเสรีมากกว่าธุรกิจพลังงานอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันนั้น ได้มีการเปิดเสรีให้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ทุกรายในประเทศไทยสามารถลงทุนสร้างโรงกลั่นของตนเองได้ แต่ด้วยนโยบายรัฐและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศบีบรัด ทำให้ ปตท.ต้องเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันมากถึง 5 ใน 6 แห่งของประเทศในภายหลังด้วยความจำเป็น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นอย่างที่มีการกล่าวหากันแต่อย่างใด
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อลดปัญหาความไม่ไว้วางใจของภาคประชาสังคมว่าอาจมีการผูกขาดหรือครอบงำกิจการ ผมเห็นด้วยที่ ปตท.ควรจะลดสัดส่วนการถือหุ้นในโรงกลั่นต่างๆ ลงให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศเปลี่ยนไปแล้ว โรงกลั่นบางแห่งที่เคยมีปัญหาก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ดังนั้น ปตท.จึงอาจถอนตัวออกมาได้
จึงอยากแนะนำให้กระทรวงพลังงานและ ปตท. พิจารณาขายหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันบางแห่งที่ ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยออกไปเสีย เพราะนอกจากจะได้กำไรแล้ว ยังจะได้เป็นการลดคำครหานินทาว่า ปตท.ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นอีกด้วย
บ้านเมืองเราเดี๋ยวนี้อธิบายกันอย่างไรก็ไม่ฟังครับ ทำให้ดูเลยดีกว่า!!!







