
อุตสาหรรมที่รัฐลืม
ผมเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า บริษัทผู้ส่งออกเนื้อไก่ชำแหละรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือ สหฟาร์ม ต้องปิดโรงงานเพราะมีปัญหาสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน โดยข่าวระบุว่าบริษัทได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบ คือ อาหารสัตว์และค่าแรงคนงานได้เพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากนโยบายการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ และการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาล ในขณะที่รายได้ของบริษัทลดลง เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถขอปรับราคาขายจากผู้ซื้อในต่างประเทศได้
ผมเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า บริษัทผู้ส่งออกเนื้อไก่ชำแหละรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือ สหฟาร์ม ต้องปิดโรงงานเพราะมีปัญหาสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน โดยข่าวระบุว่าบริษัทได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบ คือ อาหารสัตว์และค่าแรงคนงานได้เพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากนโยบายการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ และการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาล ในขณะที่รายได้ของบริษัทลดลง เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถขอปรับราคาขายจากผู้ซื้อในต่างประเทศได้
ความจริงมีคนมาเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้แล้ว แต่ผมไม่เชื่อ เพราะบริษัทนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจสินค้าการเกษตรและอาหาร ซึ่งใครต่อใครรวมทั้งผมเองด้วยมองว่า เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการขยายตัวของไทย ทั้งยังเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้ประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าธุรกิจประเภทรับจ้างประกอบอ๊อกเชื่อมที่เรียกเสียหรูหราว่า ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ประกอบการต่างประเทศเป็นไหนๆ อีกทั้งบริษัทนี้ยังเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจมานานหลายสิบปี ผู้ประกอบการมีความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์จึงรู้สึกไม่สบายใจว่าอะไรทำให้บริษัทขนาดใหญ่ของคนไทยแห่งนี้มีปัญหา
ในชั้นนี้ก็ได้แต่หวังและเอาใจช่วยให้บริษัทแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้สำเร็จด้วยดี เพราะบริษัทนี้มีการว่าจ้างแรงงานตามข่าวกว่า 20,000 คน และยังมีชาวบ้านที่รับจ้างเลี้ยงไก่อีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องพึ่งพารายได้จากบริษัท
ผมพูดเรื่องของบริษัท สหฟาร์ม เพราะอยากให้ผู้บริหารประเทศหันกลับมาดูแลธุรกิจพื้นฐานของประเทศบ้าง เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 350,000 ล้านบาท และการลงทุนด้านการคมนาคม โดยเฉพาะการคมนาคมล้ำยุค เช่น รถไฟความเร็วสูง มูลค่ารวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยลืมดูแลธุรกิจพื้นฐานของประเทศที่มีอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ให้ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทั้งๆ ที่ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
จริงอยู่ การพิจารณาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การบริหารจัดการน้ำอาจช่วยลดต้นทุนของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม แต่การมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวไม่ได้ตอบโจทย์ที่ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต้องแบกรับอยู่ เช่น การแข่งขันแย่งชิงวัตถุดิบซึ่งกันและกัน
ปัญหาต้นทุนค่าแรงงานที่สูงขึ้นพรวดพราดทีเดียว 40% การปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบที่เกิดจากการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาล ท่านผู้อ่านอย่าเข้าใจผิดว่าการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรหมายถึงการรับจำนำ หรือรับซื้อสินค้าเกษตรจากรัฐบาลไปเก็บไว้อย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการห้ามหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรกรที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลือง ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือธัญพืชอย่างอื่น ซึ่งทำให้ต้นทุนราคาอาหารสัตว์สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ถ้ามีการแข่งขันค้าขายกันในราคาตลาดโลก
จริงอยู่ การให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกษตรกรเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ แต่การให้ความช่วยเหลือที่ปลายเหตุโดยการยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นกว่าราคาตลาด ก็ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรอุตสาหกรรมภายในประเทศด้อยลงเช่นกัน
เท่าที่ผ่านมาธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมของประเทศอยู่ในฐานะที่แข่งขันได้ เพราะค่าแรงงานถูกกว่าผู้ผลิตรายอื่น โดยเฉพาะการใช้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในโรงงาน แต่เมื่อเกิดการขาดแคลนแรงงานเพราะอุตสาหกรรมขยายตัว ต้นทุนค่าแรงงานจึงปรับตัวสูงขึ้นตามธรรมชาติ พอเจอแจ็กพอตนโยบายขึ้นค่าแรงรวดเดียว 40% ของรัฐบาลเข้าไปอีก ความได้เปรียบด้านค่าแรงงานก็กลายเป็นความเสียเปรียบไป
การพูดว่าถ้ามีปัญหาแรงงานก็ให้ย้ายโรงงานไปตั้งในประเทศเพื่อนบ้านนั้นพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้แรงงานนับพันนับหมื่นคนในประเทศเพื่อนบ้านที่ด้อยพัฒนากว่า มีปัญหาด้านการจัดการที่นักวิชาการหรือข้าราชการยากที่จะเข้าใจ ลำพังแค่การพูดกับคนงานให้รู้เรื่องก็เหนื่อยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงปัญหาด้านกฎหมาย กฎระเบียบและการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในแต่ละประเทศให้เป็นไปโดยเรียบร้อย
นอกจากปัญหาด้านแรงงานแล้ว ยังมีปัญหาด้านการแย่งชิงวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เพราะทางภาครัฐยังไม่ได้ส่งเสริมให้มีการแบ่งโซนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยให้สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ ให้โรงงานผลิตสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น การผลิตสินค้าเกษตรบรรจุขวดหรือภาชนะประเภทอื่น ไม่สามารถวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพราะมีสินค้าป้อนเข้าโรงงานไม่สม่ำเสมอทั้งปี
ที่สำคัญ ผู้ประกอบการด้านนี้ โดยเฉพาะผู้ผลิตเพื่อการส่งออกยังต้องรับความเสี่ยงซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถในการควบคุม เช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง และความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจของโลก เช่น ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทแข็งค่าจากการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น ซึ่งรัฐไม่เคยวางมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนประเภทนี้ เพราะมีความสุขกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดทุน และการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์อื่นๆ
ที่สำคัญ ปัจจุบันธุรกิจการเกษตรอุตสาหกรรมยังต้องแข่งขันอย่างหนักกับผู้ผลิตในต่างประเทศ เช่น เนื้อไก่ชำแหละต้องแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศบราซิล ซึ่งมีต้นทุนอาหารต่ำกว่าราคาอาหารสัตว์ในประเทศไทย ทำให้ผู้ผลิตในไทยไม่สามารถขอปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งประเด็นสุดท้ายคืออัตราแลกเปลี่ยนนั้น มักจะกล่าวหาผู้ประกอบการว่าไม่ประกันความเสี่ยงโดยการซื้อหรือขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ทั้งที่ความเป็นจริงการประกันความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ล้วนมีต้นทุนในการประกันความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้สินค้าที่จะขายมีราคาแพงขึ้น ไม่สามารถขายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งสามารถซื้อสินค้าจากประเทศอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่าได้
นอกจากนั้น การที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำทำให้กำลังซื้อโดยรวมลดลงขายสินค้าได้ยากขึ้น ถ้าไม่ลดราคาลงยิ่งทำให้ผู้ประกอบการด้านนี้แปลงสภาพจากการเป็นนักอุตสาหกรรม เป็นนักอุตส่าห์หากรรมอย่างที่เขาว่ากันเร็วขึ้น
ผมก็อยากเสนอแนะรัฐบาลเหมือนกันว่า ควรมีนโยบายอย่างไรเพื่อดูแลอุตสาหกรรม เกษตรอุตสาหกรรมของประเทศซึ่งไม่ใช่มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างซีพีบริษัทเดียว ซึ่งเขาสามารถดูแลตัวเองได้ แต่คิดไปคิดมาเชื่อว่าไม่จำเป็น เพราะรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยราชการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทราบปัญหา และมีแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว
อยู่ที่รัฐบาลจะเอาจริงเอาจังหยิบเอามาใช้เมื่อไรเท่านั้นแหละครับ







