
จัดทำอีไอเอน้ำสะดุด
เอกชนต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อนกบอ.เก้อยกร่างสัญญารออีก1ปี กบอ. กุมขมับตีความคำสั่งศาล หากไม่เซ็นสัญญาก่อน เอกชนไม่กล้าทำประชาพิจารณ์
เอกชนต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อนกบอ.เก้อยกร่างสัญญารออีก1ปี กบอ. กุมขมับตีความคำสั่งศาล หากไม่เซ็นสัญญาก่อน เอกชนไม่กล้าทำประชาพิจารณ์
นายอภิชาติ อนุกูลอำไพ คณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยว่า การเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท มีปัญหาการตีความคำสั่งศาลปกครองว่ารัฐบาลจะสามารถลงนามในสัญญาระหว่างรัฐบาลกับ 4 กลุ่มบริษัทที่ชนะการประมูลได้หรือไม่ หากลงนามไม่ได้ เอกชนก็จะไม่กล้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ เพราะต้องออกค่าใช้จ่ายไปก่อน
นอกจากนี้ การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) จะทำได้ก็จะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแล้วเสร็จก่อน ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการสำรวจและศึกษาอย่างน้อย 1 ปี ดังนั้นการทำอีไอเอและเอชไอเอ จึงยังทำไม่ได้
“แผนงานสร้างเขื่อนทั้ง 18 แห่ง ตามมาตรา 67 วรรค 2 ระบุว่า เขื่อนที่มีระดับกักเก็บน้ำขนาด 100 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขึ้นไป และต้องกว้าง 15 ตารางกิโลเมตร ต้องทำอีไอเอและเอชไอเอ โดยจะมีเพียง 4 เขื่อนเท่านั้นที่ต้องทำอีไอเอและเอชไอเอ คือ เขื่อนแม่วงก์ เขื่อนแม่น้ำยมบน เขื่อนแม่น้ำยมล่าง และอ่างเก็บน้ำแม่แจ่ม เท่านั้น ส่วนฟลัดเวย์และแก้มลิง ไม่เข้าข่ายมาตรา 67 วรรค 2 แต่ต้องทำอีไอเอ” นายอภิชาติ ระบุ
อนุกรรมการ กบอ. ระบุด้วยว่า ขั้นตอนในการยกร่างสัญญาระหว่างรัฐบาลและเอกชนได้จัดทำไว้ 2 รูปแบบ กล่าวคือ สัญญารวม 9 แผนงาน (โมดูล) และสัญญาแยกย่อยในบางโมดูล เช่น การสร้างเขื่อนจะแยกเป็นสัญญาย่อย 18 สัญญา เป็นต้น แต่ภายหลังยกร่างสัญญาแล้วเสร็จก็ยังไม่อาจตัดสินได้ว่าจะลงนามในสัญญาได้หรือไม่ จะร้องผลการตีความที่ชัดเจนอีกครั้ง
ด้านนายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารออมสิน ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ หากโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐต้องล่าช้า เนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย และต้องทำอีไอเอและเอชไอเอก่อน
ทั้งนี้ ธนาคารไม่ได้เป็นผู้ปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชนโดยตรง แต่ปล่อยกู้ผ่านกระทรวงการคลัง ซึ่งหากยังไม่มีความคืบหน้าในโครงการก่อสร้าง ทางธนาคารจะไม่ได้ใช้วงเงินดังกล่าว จึงไม่เป็นภาระหนี้และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งโครงการนี้ธนาคารได้วงเงินปล่อยสินเชื่อ 1.2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้รัฐบาลจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนจะลงนามในสัญญากับกลุ่มเอกชน ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงานหาทางออกในเรื่องนี้ โดยที่ประชุมเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาว่าจะอุทธรณ์คำสั่งศาลหรือไม่
ขณะที่ กบอ.และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป เพราะได้กำหนดให้จัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนอยู่แล้ว
ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้ากู้เงินมาใช้ ทั้งนี้การออกแบบไปสร้างไปไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ เช่น การสร้างเขื่อนให้เสร็จภายใน 5 ปี ทั้งๆ ที่จะใช้เวลาก่อสร้าง 1012 ปี ซึ่งไม่มีประเทศไหนทำโครงการในลักษณะนี้







