
เอเชียคุมเข้มการเงินสกัดฟองสบู่หนี้/สินทรัพย์แตก
เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองไม่น้อย สำหรับความเคลื่อนไหวของการกำหนดนโยบายการเงินของเอเชียในขณะนี้ โดยเฉพาะจีน
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองไม่น้อย สำหรับความเคลื่อนไหวของการกำหนดนโยบายการเงินของเอเชียในขณะนี้ โดยเฉพาะจีน ที่เริ่มจะหันมาเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อในระบบการเงินและสถาบันการเงินของตนเองด้วยการปฏิเสธที่จะเข้าแทรกแซงในระบบการเงิน จนมีส่วนสำคัญในการทำให้อัตราสินเชื่อกู้ยืมระหว่างธนาคารและสถาบันการเงินแดนมังกรในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาพุ่งขึ้นเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ระดับมากกว่า 13%
แม้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะถูกมองว่าภาวะสินเชื่อในจีนที่กำลังเกิดภาวะตรึงตัวอย่างหนักกำลังจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เข้ามาบั่นทอนเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจแดนมังกรในปีนี้ให้น้อยลงกว่าที่ตั้งเป้าไว้
ทว่าการส่งสัญญาณดังกล่าวก็เป็นการบ่งบอกนัยๆ แล้วว่า รัฐบาลจีน รวมถึงผู้กำหนดนโยบายการเงินกำลังต้องการที่จะส่งสัญญาณว่าต้องการมอบบทเรียนสำคัญในการสั่งสอนและจัดการกับกลุ่มสถาบันการเงินนอกระบบ หรือธนาคารเงา (Shadow Banking) ให้รู้จักกับการบริหารความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อบ้าง
เนื่องจากที่ผ่านมา ธนาคารเหล่านี้ล้วนแต่อาศัยพึ่งพิงกับเงินกู้ต้นทุนต่ำที่หาได้ง่ายจากธนาคารของรัฐมากเกินไป จนติดกลายเป็นนิสัยในการปล่อยกู้อย่างไร้คุณภาพ เพราะรู้ว่ายังไงเสียก็สามารถเข้าถึงเงินกู้จากรัฐได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว และมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสียในจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก ซึ่งมีการประเมินกันว่าหนี้เสียทั้งภาคครัวเรือนและภาครัฐในจีนมีมากถึง 202% ของจีดีพีเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเฉพาะแค่ในจีนเท่านั้นที่กำลังเริ่มหันมาเข้มงวดกับการดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อหวังลดการบิดเบือนของกลไกตลาด แต่หลายๆ ประเทศในเอเชียขณะนี้ต่างก็กำลังเริ่มนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ด้วย แม้ว่าปัญหาจะไม่คล้ายคลึงกันไปเสียทั้งหมดก็ตาม
เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารกลางของมาเลเซียก็เพิ่งจะได้หันมาออกมาตรการคุมเข้มทางการเงินด้วยการลดระยะเวลาการผ่อนชำระสินเชื่อของบุคคลธรรมดาและเงินกู้จำนอง เพื่อไปซื้ออสังหาริมทรัพย์จากเดิม 25 ปี ลงมาเหลือที่ 10 ปี ขณะที่เงินกู้ซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์ลดระยะเวลาการผ่อนชำระจาก 45 ปี ลงมาเหลืออยู่ที่ 35 ปีเท่านั้น เพื่อมุ่งหวังที่จะลดปัญหาการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในแดนเสือเหลืองช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่โตขึ้นในแต่ละปีถึง 12%
ขณะที่หนี้สินในทุกส่วนทั้งภาครัฐและครัวเรือนของมาเลเซียก็พุ่งทะยานขึ้นใกล้ที่จะแตะระดับ 250% ของจีดีพีในประเทศแล้ว ขณะที่ปี 1990 ยังอยู่ที่ระดับ 150% ของจีดีพี
นอกจากนี้ มาตรการการเงินที่เข้มงวดดังกล่าวยังมีจุดมุ่งหมายไปถึงการสกัด และเป็นการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลมสำหรับความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ในดินแดนเสือเหลืองอีกด้วย
“มาตรการดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจของมาเลเซียเอง เพราะจะเป็นการป้องกันปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ในขณะที่ภาคครัวเรือนก็จะยังสามารถใช้จ่ายจากการกู้ยืมได้ต่อไป” วันซูไฮมิ ไซดี นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการลงทุนเคนันกา กล่าว
ขณะที่เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้กำหนดนโยบายการเงินของสิงคโปร์ ก็เพิ่งจะออกมาตรการคุมเข้มปัญหาฟองสบู่ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ด้วยการกำหนดว่าค่าผ่อนชำระซื้อบ้านต้องไม่เกินกว่า 60% ของรายได้ในแต่ละเดือน ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากที่ราคาบ้านในแดนลอดช่องในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ได้พุ่งทะยานขึ้นถึง 0.8% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้านั้นเพิ่มขึ้น 0.6%
ทั้งนี้ นอกเหนือจากทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวที่เริ่มหันมาคุมเข้มนโยบายการเงินแล้ว อีกหนึ่งประเทศที่ดูเหมือนว่ากำลังจะหันมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเหมือนกัน นั่นก็คือ “อินโดนีเซีย” แม้ว่าเหตุผลและที่มาของปัญหาจะไม่เหมือนกับกรณีของ 3 ประเทศแรกในข้างต้นก็ตาม
สาเหตุที่ทำให้อินโดนีเซีย ซึ่งเพิ่งจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ก็เนื่องจากแดนอิเหนากำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาเงินทุนไหลทะลักออกอย่างหนัก จนส่งผลสะเทือนไปยังค่าเงิน ผลตอบแทนพันธบัตร อย่างหนัก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเตรียมที่จะลดนโยบายอัดฉีดทางการเงินในปลายปีนี้
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซีย อ่อนค่าลง 0.1% มาอยู่ที่ 9,951 รูเปียต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของอินโดนีเซียก็พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบมากกว่า 2 ปี ที่ 7.8%
นอกจากนี้ ผลจากการเข้าแทรกแซงในอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินรูเปียของแบงก์ชาติอินโดนีเซียอย่างหนัก ก็ทำให้เงินทุนสำรองของประเทศเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ลดลงมาเหลืออยู่ที่ 9.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมในเดือน พ.ค. ที่ 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจัยนี้นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่าจะเป็นตัวเร่งให้ธนาคารกลางแห่งแดนอิเหนาต้องตัดสินใจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอน ทั้งๆ ที่เพิ่งจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ 6% ได้เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น
ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก คาดการณ์กันว่า การประชุมผู้กำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางอินโดนีเซียในวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่ 6.25%
ไม่ใช่เพียงแต่อินโดนีเซีย ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินทุนไหลออก และจำเป็นต้องหันมาเตรียมดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เพราะธนาคารเพื่อการลงทุนโนมูระจากญี่ปุ่น ระบุว่า ขณะนี้หลายประเทศในเอเชียกำลังกดอัตราดอกเบี้ยและดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นระยะเวลานานเกินไปแล้ว และกำลังเสี่ยงที่จะนำพาประเทศไปสู่กับดักเหมือนในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 อีกด้วย
ดังนั้น โนมูระจึงเสนอแนะให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินในเอเชียเตรียมตั้งรับ และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีความเป็นไปได้สูงว่าธนาคารกลางสหรัฐ อาจลดการใช้นโยบายการอัดฉีดทางการเงินด้วยการเข้าซื้อสินทรัพย์เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปลายปีนี้เริ่มแน่ชัดแล้ว
จึงนับเป็นโจทย์นโยบายการเงินที่ท้าทายสำหรับเอเชียที่จะต้องจัดการรับมือ และเร่งตัดสินใจก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้







