
น้ำในเขื่อนหลักเหลือ4%เสี่ยงขาดแคลน
ปลัดกระทรวงเกษตรฯเผย ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญเหลือเพียง 4% ส่อปัญหาขาดแคลนหากใน 2 เดือนไม่มีมรสุมเข้าไทย
ปลัดกระทรวงเกษตรฯเผย ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญเหลือเพียง 4% ส่อปัญหาขาดแคลนหากใน 2 เดือนไม่มีมรสุมเข้าไทย
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเดินทางลงพื้นที่พร้อม เพื่อประชุมติดตามงานโครงการสำคัญตามนโยบาลรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ว่า สำนักงานชลประทานที่ 3 ได้รายงานสถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิต์พบว่า ปริมาณน้ำต้นทุนและน้ำใช้เหลือ เพียง 4% หากภายใน 2 เดือนไม่มีฝนตกเหนือเขื่อนหรือไม่มีมรสุมเข้าประเทศไทยอาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ ซึ่งทางชลประทานได้วางแผนแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีการบริหารจัดการน้ำเท่าที่จำเป็น
"ผมได้สั่งการให้มีการ เพิ่มการปฏิบัติการทำฝนหลวงเหนือเขื่อนในช่วงที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนอย่างเร่งด่วน จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนใช้น้ำฝนในการทำการเกษตรและร่วมกันประหยัดการใช้น้ำ เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนมีจำกัด"นายชวลิตกล่าว
ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวด้วยว่า สำหรับนโยบายสำคัญคือ การขับเคลื่อนเรื่องโซนนิ่ง เพื่อให้มีการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่นั้น ภายในเดือนนี้จะมีการลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนที่สำคัญ คือสมาคมปาล์มน้ำมัน สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ สมาคมอ้อยและน้ำตาลทราย และกระทรวงพลังงาน ในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตในพื้นที่นอกเขตโซนนิ่งข้าว ที่มีการปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมถึง 20 ล้านไร่ เช่นปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เพื่อเป็นการรับรองว่าเกษตรกรเมื่อผลิตออกมาแล้วมีตลาดรองรับ
เบื้องต้นกระทรวงได้ทำความชัดเจนเรื่องของพื้นที่ที่มีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชแต่ละชนิด ส่งไปให้ทางจังหวัด โดยพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใดอยู่แล้วเจ้าหน้าที่เกษตรจะเข้าไปแนะนำให้ความรู้ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร ส่วนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในการปลูกข้าวจะแนะนำให้มีการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกที่มีตลาดรองรับแน่นอน เช่น อ้อยโรงงาน ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน
อย่างไรก็ตามในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการจำแนกพื้นที่เพาะปลูกพืชแต่ละชนิดตามศักยภาพของภูมิประเทศ สภาพดิน แหล่งน้ำจนถึงระดับตำบล ซึ่งชุดข้อมูลดังกล่าวนี้จะส่งไปยังทุกจังหวัด เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นข้อมูลในการแนะนำปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร







