posttoday
'ไม่แน่' ...เครื่องวัดของพระอริยาเจ้า (จบ)

'ไม่แน่' ...เครื่องวัดของพระอริยาเจ้า (จบ)

07 กรกฎาคม 2556

อนิจจังมันไม่แน่ ใจมันว่าแน่ขนาดไหน ก็บอกว่ามันไม่แน่ ใจมันจะยึดมั่นว่ามันแน่ที่ไหนก็ว่ามันไม่เที่ยง ดันมันอยู่อย่างนี้แหละ อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้า

หมายเหตุ : เพื่อให้สาธุชนได้ประโยชน์และธรรมะจากเรื่องอดีตพระมิตซูโอะ คเวสโก สึกและมีการเปิดเผยภาพว่าจะไปครองเรือน “คาบใบลานผ่านลานพระ” จึงขอนำเนื้อหาเทศนาของหลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เรื่อง “ไม่แน่”...เครื่องวัดของพระอริยเจ้า มาเผยแผ่ดังต่อไปนี้

ธรรมะในสกลโลกนี้ทั้งหมดมันมารวมอยู่ที่ธรรมะตัวเดียวคือ อนิจจัง ลองดูซิ ใครจะเป็นนักปฏิบัติเถอะ ผมค้นมาตลอด 2040 พรรษานี่ ผมเห็นเท่านั้นแหละ

แล้วก็อดทนอันหนึ่ง แล้วก็เข้าใกล้ธรรมะของท่าน

อนิจจังมันไม่แน่ ใจมันว่าแน่ขนาดไหน ก็บอกว่ามันไม่แน่ ใจมันจะยึดมั่นว่ามันแน่ที่ไหนก็ว่ามันไม่เที่ยง ดันมันอยู่อย่างนี้แหละ อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็ดันไปอยู่อย่างนี้แหละ ตลอดมาทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่ามันประเดี๋ยวประด๋าวนะ ยืนก็เป็นอยู่อย่างนั้น นั่งก็เป็นอยู่อย่างนั้น นอนก็เป็นอยู่อย่างนั้น ไอ้ความรู้สึกที่ชอบใจเกิดขึ้นมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น ที่ไม่ชอบใจเกิดขึ้นมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นมันเข้าใกล้พระ เข้าใกล้ธรรมะ มันเป็นอยู่อย่างนั้น

อันนี้ผมว่ามันจะมีราคามากกว่าที่เราปฏิบัติมา เท่าที่ผมปฏิบัติมาตั้งแต่โน่นถึงขณะนี้ อาศัยอย่างนี้แหละ อาศัยตำราหรือก็ไม่ใช่ ไม่อาศัยตำราหรือก็ไม่ใช่ อาศัยครูบาอาจารย์จริงหรือก็ไม่ใช่ ไม่อาศัยครูบาอาจารย์จริงหรือก็ไม่ใช่ มันเป็นของก้ำกึ่งอยู่อย่างนี้

ถ้าพูดตามความจริงก็เรียกว่าให้มันหมด คือทำให้มันหมด ทำให้มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ทำให้มันหมดไป ทำให้มันมีสมมติแล้วก็ให้มันมีวิมุตติ

ผมเคยพูดให้พระฟังสั้นๆ แต่บางคนก็อาจจะสนใจ ถ้าหากว่า คนปฏิบัติอยู่ พิจารณาอยู่เรื่อยไป ตอนปลายถึงจะรู้จักมันจะไปลงตรงนั้นแน่นอนไม่ไปที่ไหน ผมเคยพูดว่า รีบเดินไป แล้วก็รีบกลับมา แล้วก็รีบหยุดอยู่ นี่เบื้องแรกมันเป็นอย่างนี้ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วผลที่สุดจะเกิดความรู้สึกขึ้นในที่นั้นว่าเดินไปก็ไม่ใช่ กลับมาก็ไม่ใช่ หยุดอยู่ก็ไม่ใช่

หมด มันหมดแล้ว อย่าไปหวังอะไรมันมากอีกแล้ว มันหมดแค่นั้นแหละ มันสิ้นแล้ว ขีณาสโว คือสิ้นแล้ว ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องถอย ไม่ต้องหยุด หยุดก็ไม่มี เดินก็ไม่มี ถอยก็ไม่มี หมด

อันนี้ให้เอาไปพิจารณาไว้ ให้มันชัดในจิตของตนเอง

ตรงนั้นมันจะไม่มีอะไรจริงๆ

อันนี้มันก็ใหม่หรือเก่า มันก็เป็นกับผู้ที่มีปัญญามีความฉลาด ผู้ที่ไม่มีปัญญาไม่มีความฉลาดนั้นก็แก้ไม่ได้เหมือนกัน

จะดูสภาพต้นไม้ก็ได้ ต้นมะม่วงก็ดี ต้นขนุนก็ดี ทุกต้น ถ้ามันเกิดแอบๆ กันอยู่นะ บางทีต้นต้นหนึ่งมันโตกว่า ต้นเล็กมันโน้มหนีไปโน้น ทำไมมันเป็นอย่างนั้น? ใครไปบอกมัน? นี่คือธรรมชาติ ธรรมชาตินี่มันมีทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งผิดทั้งถูกนะ มันวนไปทางถูกก็ได้ วนไปทางผิดก็ได้ ต้นไม้ธรรมดาถ้าเราปลูกติดๆ กัน แล้วก็ต้นหนึ่งมันโตก่อน ต้นที่มันโตทีหลังชอบแอบ แอบไปข้างนอกโอนออกไป ทำไมมันเป็นอย่างงั้น? ใครไปบอกมันไหม? ใครไปแต่งมันไหม?

นั่นคือธรรมชาติ มันเป็นธรรมะ

อย่างตัณหาคือ ความอยากนำเราไปสู่ทุกข์ อย่างนี้ ถ้าเราพิจารณาแล้วนะ มันจะโอนออกไปจากตัณหา มันพิจารณาตัณหา มันจะเขย่าตัณหานั้นให้หมดให้เบาให้บางไปเอง เหมือนกับธรรมชาติ ต้นไม้ต่างๆ นั่นแหละ ใครไปไปบอกมัน? ใครไปสะกิดมันไหม? มันก็พูดไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ แต่ว่ามันออกไปได้ ตรงนี้มันคับมันแคบมันไม่เกิดอะไร มันก็โอนออกไปข้างนอก ดูอย่างนี้ก็เป็นธรรมะแล้วไม่ต้องไปดูอะไรมากมายหรอก ผู้ที่มีปัญญานะ เท่านี้ก็รู้จักว่ามันเป็นธรรมะ

สัญชาตญาณของต้นไม้มันไม่รู้จักอะไร แต่มันมีความรู้อยู่ในมันนั่นแหละ ทำให้วิ่งออกจากอันตรายได้ เลือกที่เหมาะสมของมันได้ ผู้มีปัญญาเราก็เหมือนกันนั่นแหละ เราบวชมาประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อหวังมันจะพ้นทุกข์ อะไรมันพาเราเป็นทุกข์? เราย่ำเข้าไปจะเห็นไหม สิ่งที่เราชอบใจไม่ชอบใจนี่ก็เป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ก็อย่าเข้าไปใกล้มันสิ จะไปรักมันหรือ จะไปเกลียดมันหรือ มันไม่แน่ทั้งนั้น เราก็แอบเข้าหาพระก็หมด อย่าลืมอันนี้ แล้วก็อดทนอย่างหนึ่งเท่านี้แหละ ดีมากที่สุดถ้าคนมีปัญญาอย่างนี้ละมันดีมาก

ความเป็นจริง ตัวผมที่ได้ปฏิบัติมานี้นะ ไม่มีครูอาบาอาจารย์ถึงแก่ขนาดพระทั้งหลายที่ผมสอนมาหรอก ไม่ค่อยมีหรอก บวชก็บวชอยู่วัดบ้านธรรมดา อยู่วัดบ้านนี่แหละ จิตมันคิดอยากจะทำ มันคิดอยากจะเป็น มันคิดอยากจะฝึก ไม่มีใครมาเทศน์ที่วัด ไม่มีใครหรอก ศรัทธามันเกิดในใจไปลองดูไปพิจารณา เดินไปดูหาไปดู หูมีก็ฟังไป ตามีก็ดูไป ทางหูได้ยินก็ว่า เออ มันไม่แน่ ทางตาเห็นก็ไม่แน่ จมูกได้กลิ่นมันก็บอกว่า อันนี้มันไม่แน่ ลิ้นมักได้รสมา เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ชอบ ไม่ชอบ ก็บอกว่า “อันนี้มันก็ไม่แน่” โผฏฐัพพะถูกต้องทางร่างกายมันสบาย หรือเป็นทุกข์ ก็บอกว่า “อันนี้มันก็ไม่แน่”

นี่คือเราได้อยู่ด้วยธรรมะ

ตามเป็นจริงมันไม่แน่ แต่ตัณหาของเราว่ามันแน่ ทำยังไงล่ะ?

ต้องอดทน

ตัวแม่บทของมันก็คือ ขันติ ความอดทน ทนมันไปเถอะ แต่อย่าไปทิ้งพระนะ

ที่เรียกว่ามันไม่แน่นะ อย่าไปทิ้งมัน เดินไปในสถานที่ต่างๆ ในโบสถ์ในวิหารเก่าสถาปนิกเขาทำอย่างดี บางแห่งมันร้าว ก็มีเพื่อนพูดว่า “มันน่าเสียดายนะ มันร้าวหมดนะ” ผมเลยพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่มีสิ ธรรมะอันจริงสิก็ไม่มี มันมีอย่างนี้ก็เพราะพระพุทธเจ้าวางรอยไว้อย่างนี้ล่ะ” ทั้งๆ ที่ตัวเราบางทีก็ยังนึกเสียดายอยู่ที่มันร้าวอย่างนั้นนะ ก็ยังปักใจขึ้นมาพูดให้มันเป็นประโยชน์แก่เพื่อนและแก่ตัวด้วย บางทีก็เสียดายเหมือนกันนะ แต่ก็ยังมักเข้าไปหาธรรมะ

“ยังงั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่มีสิ ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้นนะ” พูดแรงๆ เข้าไปให้เพื่อนได้ยิน หรือบางคนก็คงจะไม่ได้ยินหรอก ไม่ได้ยินเราก็ได้ยินของเรานั่นแหละ อันนี้มันเป็นประโยชน์นี้แล้วก็มีประโยชน์หลายๆ อย่าง เช่น เรานั่งอยู่เฉยๆ อย่างนี้ ถ้ามีเพื่อนบอก “หลวงพ่อ โยมคนนั้นว่าให้หลวงพ่ออย่างนั้นๆ พระองค์นั้นว่าให้หลวงพ่ออย่างนั้นๆ” อย่างนี้เป็นต้น โอ๊ย มันสั่นขึ้นมานะ ได้ยินเขาว่ามันสั่นขึ้นมานี่ นี่คืออารมณ์ เราก็ต้องรู้มันทุกกระเบียดนิ้วแหละอารมณ์นะ พอมันรู้จัก บางทีมันก็ตั้งใจเหี้ยมโหดขึ้นมาในจิตของเรา แต่ก็บางทีเราไปสืบสานเรื่องนั้นจริงๆ ก็เปล่า...มันคนละเรื่องกันอีกแล้ว มันเลยไม่แน่ไปอีกแล้ว แล้วจะเชื่ออะไรมันทำไม? เราจะเชื่อคนอื่นอะไรมากมายทำไม?

เราก็รู้ ก็ฟัง อดทน พิจารณา มันก็ไปตรงเท่านั้นแหละ

ไม่ใช่ว่ามีอะไรก็เขียนออกเขียนออกเขียนออกทั้งนั้นจนมันหมด คำพูดที่ปราศจากอนิจจัง คำพูดอันนั้นไม่ใช่คำพูดของนักปราชญ์ นี่จำไว้ ตัวเราเองถ้าไปทิ้งอนิจจังเสีย ก็ไม่ใช่นักปราชญ์เหมือนกัน ไม่ใช่นักปฏิบัติ ถ้าเห็นอารมณ์ได้ยินอารมณ์พอประสบอะไรมากมายขึ้นมา มันจะเป็นเหตุให้เพลินใจก็ตาม เป็นเหตุให้เศร้าใจก็ตาม ก็ว่า “อันนี้มันไม่แน่”

ทำให้มันแรงๆ เข้าไปเถอะ จับมันตอนเดียวเท่านี้แหละ อย่าไปเอาอะไรมันมาก

เอาอันเดียวนี่แหละ

จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญ จุดตายด้วยนะนี่ ฮึ นี่คือจุดตาย นักปฏิบัติอย่าไปทิ้งมัน ถ้าทิ้งอันนี้หวังได้ว่ามีทุกข์หวังได้ว่าผิดประมาณเทียว ถ้าไม่เอาอันนี้เป็นหลักปฏิบัติของตนแล้ว เชื่อแน่ว่า มันผิด แล้วมันก็ถูกอยู่ได้อีกต่อไป เพราะหลักนี้มันดีมาก นี่ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้น ว่าธรรมะที่แท้จริง คือพูดขึ้นในวันนี้มันก็เท่านี้ มันไม่มีอะไรมาก เห็นอะไรก็เห็นสักว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สักว่ารูป สักว่าเวทนา สักว่าสัญญา สักว่าสังขาร สักว่าวิญญาณ มันเป็นของสักว่าเท่านั้นแหละ มันจะแน่นอนอะไรเล่า?

ถ้าเรามารู้เรื่องตามเป็นจริงเช่นนี้แล้ว มันก็คลายความกำหนัด คลายความรักใคร่ คลายความยึดมั่น คลายความถือมั่น ทำไมถึงคลาย? เพราะมันเข้าใจ เพราะมันรู้ มันเปลี่ยนออกจากอวิชชามาเป็นวิชชา มันก็เปลี่ยนออกมาจากนั้นแหละ ตัววิชชานี่แหละมันคลอดออกจากอวิชชามาเป็นตัววิชชาขึ้น ตัวรู้นี่มันจะคลอดออกจากความไม่รู้ ตัวสะอาดนี่มันจะคลอดออกจากความสกปรก มันเป็นไปอย่างนี้

ถ้าเราไม่ทิ้งอนิจจัง คือพระ นี่ที่เรียกว่า พระพุทธองค์นั้นยังอยู่ ที่ว่าพระพุทธองค์ของเรานิพพานแล้วนะ อย่างหนึ่งก็ไม่ใช่ ถ้าเป็นส่วนลึกเข้าไปนะพระพุทธเจ้ายังอยู่ ก็เหมือนกันกับคำว่า ภิกฺขุ ถ้าแปลว่าผู้ขอแล้วมันกว้าง เอามาใช้ได้เหมือนกัน แต่ว่าใช้มามากก็ผิดนะ คือมันขอเรื่อยๆ นี่ ถ้าเราพูดไปให้ซึ้งดีกว่านั้นอีก

ภิกฺขุ แปลว่า ผู้เห็นภัยในสงสาร มันซึ้งไหมล่ะ? เอ้อ มันไม่ไปในรูปนั้นเสีย มันซึ้งกว่ากันอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมะมันก็อย่างนั้น เข้าใจในธรรมะไม่ทั่วถึงมันก็เป็นอย่างหนึ่ง ธรรมะเข้าไปทั่วถึงมันก็เป็นอย่างหนึ่ง มันมีคุณค่ามากที่สุด

อันนี้เราให้มันอิ่มอยู่ด้วยธรรมะ ถ้าเรามีสติอยู่เมื่อไร เราก็อยู่ใกล้ธรรมะเมื่อนั้น ถ้าเรามีสติอยู่เราก็เห็นอนิจจัง ของไม่เที่ยงอยู่ตราบนั้น เมื่อเราเห็นของไม่เที่ยงอยู่ตราบใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้าตราบนั้น แล้วเราจะพ้นความทุกข์ในวัฏสงสารมิวันใดก็วันหนึ่ง ถ้าเราไปทิ้งคุณพระ ไปทิ้งพระพุทธเจ้า หรือไปทิ้งธรรมะอันนี้ มันก็เปล่าจากประโยชน์ที่เราทำอยู่

อย่างไรก็ต้องติดตามติดต่อเรื่องการปฏิบัติของเราอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรอยู่ เราจะนั่งหรือจะนอนอยู่ ตาจะเห็นรูป หูจะฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส โผฏฐัพพะถูกต้องทางกาย สารพัดอย่าง อย่าไปทิ้งพระ อย่าห่างจากพระ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์