
การเมืองแบบ กวาดแล้วก่อ
วันหนึ่งกลางปี 2545 ในห้องประชุมตึกไทยคู่ฟ้า ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด แต่งตัวหรูหราในสูทสีนวล กางเกงสแล็กส์สีเทา เสื้อเชิ้ตสีเข้ม
วันหนึ่งกลางปี 2545 ในห้องประชุมตึกไทยคู่ฟ้า ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด แต่งตัวหรูหราในสูทสีนวล กางเกงสแล็กส์สีเทา เสื้อเชิ้ตสีเข้ม ผูกหูกระต่าย ปากคาบบุหรี่พ่นควันอย่างช้าๆ นั่งอยู่หัวโต๊ะ พร้อมหันหน้าไปรอบๆ ห้อง สบตากับคนหลายคน บ้างก็เอามือถูจมูก บ้างก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากกระแอมไอ แต่ทั้งหมดเงียบนิ่ง บ้างก้มหน้าอย่างไร้ความหมาย
ทั้งหมดเป็นข้าราชการระดับปลัดกระทรวง
“ผมขอเปิดประชุม ท่านนายกฯ มอบหมายให้ผมมาเป็นประธานแทน” ชายหูกระต่ายที่นั่งหัวโต๊ะกล่าวขึ้นเบาๆ การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นและเงียบสงบบนวาระ “การปรับปรุงส่วนราชการ” เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอ่านวาระไปเรื่อยๆ เหมือนท่องพระสูตรเจ็ดตำนานยามทำวัตรเช้า ไม่มีใครพูดอะไรเลยสักแอะ เวลาผ่านไปราว 30 นาทีแต่นานเหมือน 30 ชั่วโมง
“ใครมีปัญหาอะไรบ้างไหม”
“ท่านที่ปรึกษาฯ เอ๊ย ท่านประธานครับ แล้วข้าราชการที่ถูกยุบตำแหน่งไป ถูกยุบกรมไป จะให้ไปทำอะไรตรงไหนครับ เกรงว่าจะมีจำนวนมากครับ” ปลัดกระทรวงคนหนึ่งที่ดูท่าจะมีความกล้าหาญหน่อยๆ ยกมือขึ้นก่อนที่จะกดไมค์แล้วพูดอย่างตะกุกตะกัก พูดเสร็จก็รีบหลบสายตา โดยไม่ทันเห็นว่าคนผูกหูกระต่ายยิ้มขึ้นเล็กน้อยๆ ปลัดกระทรวงอื่นๆ ก็ยิ้มตาม
บางคนรู้สึกว่าห้องประชุมสว่างขึ้น
“อ๊ะ จะไปยากอะไร ก็ตั้งกรมใหม่ หน่วยใหม่ งานใหม่ นี่ในความคิดคณะที่ปรึกษาเราอยากรื้อทิ้งทั้งหมด ไม่ต้องห่วง ใครไม่อยากทำงานก็คงมีที่ไป ตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ กันทั้งนั้น เดี๋ยวก็มีเพื่อนฝูงช่วยหางานให้” คนหูกระต่ายขยี้ก้นบุหรี่บนอ่างกระเบื้องขนาดคืบกว่าๆ ที่วางไว้ข้างๆ น่าจะเป็นมวนที่ 5 หรือ 6 แล้วตั้งแต่เข้ามาในห้องประชุม ก่อนที่จะนำมวนใหม่ขึ้นมาจุด
เลิกประชุมทุกคนรีบออกไปสูดอากาศข้างนอก
ปลัดคนที่ตั้งคำถามเพียงคนเดียวสำหรับการประชุมในวันนั้นเดินคุยมากับเพื่อนปลัดอีกคนหนึ่ง “ท่านว่าไหม ท่านพัน...เอ๊ย ท่านที่ปรึกษา ท่านพูดเหมือนคนเล่นต่อเลโก้เลยนะ”
“อะไรนะ เล่นต่อเลโก้เล่นยังไง อ๋อ เลโก้ตัวต่อพลาสติกแพงๆ นั่นละหรือ มันเหมือนกันยังไง เรื่องอะไร” ปลัดกระทรวงอีกท่านที่ถูกปลัดคนกล้าถามมาถามกลับอย่างงงๆ
“ก็เรื่องยุบกระทรวง ตั้งกระทรวงใหม่ กรมใหม่ ที่ประชุมมาเมื่อกี้ยังไง ท่านพัน... เอ๊ย ท่านที่ปรึกษาท่านพูดง่ายทำง่ายเหมือนต่อตัวเลโก้ เริ่มต้นก็ต้องกวาดตัวต่อที่ต่อเสร็จแล้วนั้นก่อน แล้วจะก่ออะไรก็ค่อยนำมาเรียงใหม่ อะไรจะง่ายปานนั้น” แล้วสองคนก็แยกกันขึ้นรถออกไปจากทำเนียบฯ จากนั้นอีกไม่กี่เดือนก็มีการประกาศการจัดส่วนราชการใหม่ที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
นิทานข้างต้นเพื่อนผู้เขียนได้ฟังมาจากปลัดกระทรวงท่านหนึ่งที่เกษียณอายุไปแล้ว ต้นเหตุก็คือในห้องอาหารแห่งหนึ่งที่คณะของเรา 5 คนไปนั่งรับประทานอาหาร ที่มุมไกลๆ ตรงกันข้ามมีคนมากินอาหารอีกคณะหนึ่งน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 10 คน โดยคนบางคนในโต๊ะนั้นสูบบุหรี่อย่างไม่เกรงใจ ทำให้เพื่อนคนนี้นึกถึงคนผูกหูกระต่ายที่มีพฤติกรรมในทำนองเดียวกัน
แต่ผู้เขียนสะกิดใจเรื่องตัวต่อเลโก้ “กวาดแล้วก่อ”
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอดอาจจะพอจำได้ว่านับตั้งแต่ประเทศไทยถูกปกครองภายใต้ระบอบทักษิณเมื่อ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมานั้น “พวกเขา” ได้กวาดแล้วก่ออะไรต่ออะไรมาแล้วกี่เรื่อง เฉพาะเรื่องที่แย่มากๆ ในความคิดของผู้เขียนน่าจะมีดังนี้
เรื่องแรกคือการ “กวาดอำนาจ” ได้แก่ การกวาดต้อนเอา สส. และอดีต สส. หรือคนที่มีชื่อเสียง ที่มีฐานคะแนนดีๆ เข้ามาเป็นผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้พรรคไทยรักไทยได้ สส.เข้ามามากที่สุด แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ ยังกวาดต้อนเอาพรรคอื่นๆ ให้ยุบพรรคเข้ามารวมเป็นพรรคไทยรักไทยด้วย ซึ่งก็ได้มาหลายพรรค บางพรรคยึกยักในระยะแรก แต่สุดท้ายก็ต้องมุดเข้ามาอย่างจำยอม ทำให้พรรคไทยรักไทยครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด อันเป็นที่มาของความ “เหิมเกริม” ที่จะใช้พลังส่วนนี้ “กวาดแล้วก่อ” ในส่วนอื่นๆ
เรื่องต่อมาคือการทำนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่ไปล้มโครงสร้างนโยบายเดิมๆ เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสามสิบบาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน การพักหนี้เกษตรกร และการขึ้นเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนต่างๆ ที่ไม่ได้วางระบบอะไรเข้มแข็งนัก ทำให้หลายๆ เรื่องต้องประสบปัญหาตามมา กระนั้นก็ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งเข้ามาอีกอย่างถล่มทลายใน พ.ศ. 2548 รวมถึง 2549 แม้จะถูกยุบพรรคในปีนี้แล้วตั้งขึ้นใหม่มาเป็นพรรคพลังประชาชน ก็ยังชนะเลือกตั้งเข้ามาอีกอย่างท่วมท้นใน พ.ศ. 2550 ทั้งๆ ที่ถูกขัดขวางอย่างหนักจากคณะรัฐประหารที่กุมอำนาจในช่วงก่อนหน้านั้น จากนั้นแม้จะถูก “อำมาตย์” ผลักไสออกไปจากความเป็นรัฐบาล ตั้งรัฐบาลใหม่ในค่ายทหาร ได้รัฐบาล “เทพมาร” ขึ้นมาเสวยสุขอยู่ 2 ปีกว่าๆ แต่ก็ฟื้นขึ้นมาอีกอย่างผิดคาดใน พ.ศ. 2554 ในนามพรรคเพื่อไทย อันเป็นที่มาของรัฐบาล “นารีพิฆาต” ซึ่งในช่วงนี้กำลังเมามันกับการรับจำนำข้าว (ที่ว่ากันว่าจะกวาดล้างระบบการผลิตทางการเกษตร)
“แล้วกูจะสร้างประเทศนี้ขึ้นใหม่ตามใจของกู”
ที่น่ากลัวและชั่วร้ายภายใต้การอุปถัมภ์ของระบอบทักษิณก็คือแนวคิดในการกวาดล้างและก่อประเทศตามแบบ “ตามใจของกู” ของคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ “พวกซ้ายไร้สำนึก” (คำที่อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ใช้เรียกอดีตคนเดือนตุลาและบรรดาที่ปรึกษาของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่เคยมีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์หรือซ้ายจัดในอดีต แต่ปัจจุบันมาร่วมหากินอยู่กับกลุ่มทุนและพรรคการเมือง) ที่คิดอย่างสุดแสนจัญไรถึง “รัฐไทยใหม่” บ้างก็ว่าไปขบคิดกันที่ฟินแลนด์ วางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีแผนที่ก้าวเดิน (Road Map) ชัดเจน พร้อมกับมีการสัญญิงสัญญากันว่าจะมุ่งมั่นร่วมกันทำให้สำเร็จ จนมีคนขนานนามเรื่องการประชุมเรื่องนี้ในครั้งนั้นว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์”
อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ “แนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” นปช. หรือคนเสื้อแดง ที่ก็มีอีกหลายกลุ่มย่อย โดยที่จุดมุ่งว่าต้องล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เป็นอยู่ เพราะเป็นประชาธิปไตยภายใต้การควบคุมของอำมาตย์ ต้องล้มรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ตามล่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องล้มองค์กรอิสระและศาลต่างๆ ที่คนเสื้อแดงและนายของเขาถูกคาดโทษอยู่ โดยพยายามถูลู่ถูกังกระทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็เท่ากับได้ล้มล้างกระบวนยุติธรรมทั้งปวงในประเทศนี้
ขณะนี้ด้วยความย่ามใจในพลังอำนาจที่อ้างว่าได้รับมาจากประชาชนผ่านระบบการเลือกตั้งอันฉ้อฉล แม้ศาลปกครองจะตัดสินแล้วว่าโครงการบริหารน้ำ 3.5 แสนล้านบาทนั้นขัดรัฐธรรมนูญ และในการเสนอกฎหมายกู้เงินอีก 2.2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) โดยท่านอาจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ในฐานะประธาน คปก. ก็ได้ทักท้วงแล้วว่าอาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าท่านผู้มีอำนาจในรัฐบาลชุดนี้จะไม่สนใจ แถมยังมีข่าวออกมาในสมัยสภานี้ที่กำลังจะเปิดขึ้นในวันที่ 1 ส.ค. จะเร่งผลักดันให้สำเร็จ โดยจะใช้วิธีการกรรมาธิการเต็มสภา คือผ่านวาระ 1 2 และ 3 โดยใช้เสียงข้างมากนั้นภายในการประชุมครั้งเดียว จะหักด้ามพร้าด้วยเข่าเอาให้ได้หน้าด้านๆ
เออ มันจะบ้าและเหิมเกริมอะไรปานนั้น!







