posttoday
ระดมกึ๋น ระบายข้าวรัฐ 17ล้านตัน

ระดมกึ๋น ระบายข้าวรัฐ 17ล้านตัน

07 กรกฎาคม 2556

การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด รู้กันดีว่าสาเหตุหลักมาจากเสียงกล่าวหาเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล

การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด รู้กันดีว่าสาเหตุหลักมาจากเสียงกล่าวหาเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ทำให้เกิดการขาดทุนมหาศาล กระทั่ง ฤดูกาลผลิตแรกถึง 1.3 แสนล้านบาท และหากรวมผลขาดทุน 2 ปีของโครงการฯ ตัวเลขก็อาจปรับสูงถึงขึ้นไปเป็น 2 แสนล้านบาท ยังไม่นับหนี้ที่ล้นพ้นตัวในโครงการฯ เนื่องจากไปควักสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มาใช้ถึง 2.2 แสนล้านบาท เกินกว่าที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)ไปถึง 1.3 แสนล้านบาทการปรับครม.ครั้งนี้จึงพุ่งเป้าไปที่กระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ถูกส่งเข้ามาเป็น รมว.พาณิชย์อีกตำแหน่ง เพื่อล้างภาพลักษณ์ไม่ค่อยสวยข้างต้น ขณะเดียวกันอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มือเก๋า ขาลุย ยรรยง พวงราช ก็ถูกดึงมาเร่งระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลที่มีกว่า 17 ล้านตัน โดยหวังจะหาเงินมาหมุนใช้รับจำนำข้าว หลังจากรัฐบาลต้องกลับลำไปใช้ราคารับจำนำตันละ 1.5 หมื่นบาท และชำระหนี้ ธ.ก.ส.ด้วย

แต่ที่ยังน่ากังขา คือ รัฐบาลจะมีการระบายสต๊อกข้าวเพื่อหาเงินจำนวนมหาศาลมาหมุนเวียนใช้ในโครงการรับจำนำด้วยวิธีการใด และวิธีการเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบข้าวหรือไม่ ลองมาฟังคำแนะนำและแนวคิดจากบรรดากูรู และผู้เกี่ยวข้องด้านข้าวที่รวบรวมมานำเสนอ และหวังว่าอาจจุดประกายความคิดให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ในการระบายข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

เริ่มต้นที่ อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่บอกให้รัฐแก้ปัญหาข้าวค้างสต๊อกด้วยการขายราคาถูกๆ หรือปล่อยให้ข้าวเน่าเสื่อมคุณภาพไปโดยไม่ให้ข้าวล็อตนี้ไปรบกวนคุณภาพข้าวล็อตใหม่ที่จะรับจำนำเข้ามาและอาจทำลายชื่อเสียงคุณภาพข้าวไทยในตลาดโลกได้

ด้านสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ได้เผยแพร่ทางออกของโครงการรับจำนำข้าวบนเฟซบุ๊กส่วนตัวและหน้าเว็บไซต์ทีดีอาร์ไอ โดยเสนอ 3 ทางออก ได้แก่ 1.ปรับปรุงโครงการ โดยการระบายข้าวด้วยความเร็วที่เหมาะสม ประมูลขายอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลและป้องกันคอร์รัปชั่นทุกจุด แต่ทางออกนี้ ต้นทุนบริหารสูงและยังเสี่ยงการทุจริต

2.แจกเงินชาวนา โดยการชดเชยตามส่วนของราคาเป้าหมายและราคาตลาด กำหนดปริมาณชดเชยสูงสุดต่อครัวเรือน และสามารถขายข้าวในตลาดปกติไม่ต้องผ่านรัฐ ซึ่งทางออกนี้ เงินตกถึงมือชาวนา ไม่สร้างปัญหาข้าวเสื่อมสภาพ และไม่ทำลายตลาดส่งออก และ 3.ประกันความเสี่ยง โดยรัฐขายกรมธรรม์ประกันราคาให้ชาวนาในราคาถูก ซึ่งวิธีนี้ใช้งบประมาณน้อย และชาวนาต้องพัฒนาความสามารถในการจัดการความเสี่ยง

แล้วเพราะหากยังใช้วิธีระบายข้าวแบบเดิม คงไม่เหลือชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แนะนำหลายวิธี เช่น แต่ต้องเป็นข้าวเปลือกในฤดูการผลิตใหม่จึงจะเหมาะสมดี อย่างไรก็ตาม การส่งออกก็ยังเป็นวิธีการระบายข้าวในสต๊อกรัฐได้ดีที่สุด แต่ราคาไม่ควรห่างจากคู่แข่งเกินตันละ 20 เหรียญสหรัฐ และคาดว่ารัฐบาลต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีกว่าจะระบายได้หมด นอกจากนั้น แนะนำการประมูลขายข้าวเปลือกเพื่อทำข้าวนึ่ง โดยให้รัฐจับคู่ระหว่างโรงสีกับผู้ส่งออก ส่วนในประเทศแนะนำให้ขายให้หน่วยงานรัฐบาลด้วยกัน เช่น กรมราชทัณฑ์ กองทัพ และผู้ประกอบการในประเทศเพื่อผลิตข้าวถุง โดยยืนยันว่า ข้าวที่เก็บไว้ในสต๊อกประมาณ 1 ปี คนไทยรับประทานได้ เพราะชอบข้าวเก่าเล็กน้อย หุงแล้วไม่แฉะมาก อย่างไรก็ตามจุดสำคัญที่รัฐบาล

ด้านมนัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เห็นว่า การจับคู่ระหว่างโรงสีกับผู้ประกอบการข้าวในประเทศและผู้ส่งออกข้าวเป็นวิธีระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลได้รวดเร็ว ไม่ต้องเก็บข้าวเข้าสต๊อกรัฐ บาล ใช้ขายข้าวได้ทุกประเภท ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกเพื่อทำข้าวนึ่ง และข้าวขาว ซึ่งรัฐบาลเคยทำสำเร็จมาแล้วในการจับคู่ขายข้าวหอมมะลิฤดูกาลใหม่ในสต็อกรัฐบาล ซึ่งรัฐควรกำหนดช่วงเวลาการระบายและจับคู่ที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดก็จะระบายได้มาก

แต่เนื่องจากขณะนั้นช่วงระยะเวลาสั้น ทำให้ข้าว 5 แสนตัน จับคู่ได้เพียง 1.52.0 แสนตันเท่าน้น

“หาก นายมนัส ระบุ

อีกด้านหนึ่ง ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ให้ความเห็นว่า การแปรรูปข้าวไทยเป็นการเพิ่มมูลค่าข้าวที่ดีที่สุด เพราะสามารถทำให้ข้าวที่ขายในราคา 30-40 บาทต่อกิโลกรัม มีราคาหลายแสนบาทต่อกิโลกรัมได้ โดยสามารถทำได้ทั้งการแปรรูปเพื่อนำมาใช้ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ซึ่ง สนช. มีนโยบายในการส่งเสริมเอกชนไทยแปรรูปข้าวอย่างจริงจัง

“ขณะมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม โดยนี้มีบริษัทไทยร่วมมือกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น แปรรูปข้าวเป็นสินค้าเพื่อความงาม และมีราคาขายมากกว่า 1 แสนบาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งแปรรูปเป็นแป้งเด็ก แป้งพัฟฟ์ทาหน้าได้ ส่วนการแพทย์สามารถพัฒนาเป็นสารเพิ่มปริมาตรในเม็ดยา ที่มีราคา 300 บาทต่อกิโลกรัม” ศุภชัย กล่าว

และ สนช. มีแผนเปิดตัวไนโตรเจน ที่เป็นสารใช้รมข้าวให้มีความปลอดภัยและมาจากธรรมชาติ 100% ทำให้การเก็บข้าวมีอายุนานขึ้น ซึ่งใช้ทดแทน เมทิลโบรไมด์ และฟอสฟิน ที่โรงสีนิยมใช้ในปัจจุบันได้

***อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา เอกชนไทยยังไม่สนใจการนำข้าวมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเท่าใดนัก ยังคงมุ่งแต่ส่งออกข้าว แต่หากประเทศไทยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่มาเป็นประเทศที่ทั้งส่งออกข้าว แปรรูปข้าว ก็ทำให้ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศผู้นำในธุรกิจข้าวของโลก เช่น แปรรูปข้าว ขายราคา 1 แสนบาทต่อกิโลกรัม หากขายได้ในจำนวน 1 แสนตัน ก็สร้างรายได้เข้าประเทศขั้นต่ำปีละหมื่นล้านบาทแล้ว และไม่ต้องใช้นโยบายรับจำนำ

ด้านนายสุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การพัฒนาข้าวไทยที่ดีสุดคือ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้าวไทยโดยมีงานวิจัยในประเทศจำนวนมาก สามารถนำไปพัฒนาและใช้เป็นต่อยอดให้อุตสาหกรรมข้าวไทยได้ ทั้งพัฒนาเป็นยา เครื่องสำอาง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ราคาข้าวมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้มากกว่า 100 เท่า และเป็นการพัฒนาข้าวไทยแบบยั่งยืนที่สุด

บุญมี สุระโคตร เจ้าของข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ตราลุงบุญมี จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลกล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลที่จะทำข้าวหอมมะลิบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายเป็นของฝากแก่นักลงทุนต่างชาติ ก็เป็นเรื่องที่ดีแต่อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือชาวนาแบบต้นน้ำจะดีที่สุด ทั้งส่งเสริมการผลิตข้าวของชาวนาแบบรวมกลุ่ม ส่งเสริมเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อให้ผลผลิตข้าวมีคุณภาพสูงสุดและทำให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้รุ่นลูกหลาน หันมาสืบทอดอาชีพทำนาต่อไป

***ขณะเดียวกันนโยบายรับจำนำตันละ 1.5 หมื่นบาท ส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวกล้องหอมมะลิมาก เนื่องจากราคารับจำนำสูง เกษตรกรจึงไม่สนใจปลูกข้าวอินทรีย์และข้าวที่มีคุณภาพ ซึ่งอันที่จริงแล้ว การปลูกข้าวอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี จะทำให้ได้ข้าวที่ราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ไม่ใช้สารเคมี ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การปล่อยให้ราคาข่าวเป็นไปตามกลไลตลาดจะดีที่สุด

นอกจากความเห็นของภาคเอกชนแล้ว ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ใหม่หมาดๆ ก็มีแนวคิดฉีกไปอีกทาง คือจะผลักดันให้ข้าวหอมมะลิไทยขึ้นชั้นสินค้าสัญลักษณ์ของประเทศ หวังจะให้นักท่องเที่ยวซื้อติดมือกลับบ้านเป็นของที่ระลึก เหมือนที่หากใครไปท่องแดนเกาหลีต้องซื้อโสมติดมือกลับมา หรือหากไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์ก็ต้องซื้อดอกไม้

รมช.พาณิชย์เอาจริงเอาจังกับแนวคิดนี้ จึงได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศรีบจัดทำแผนโปรโมตให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าพรีเมี่ยม และเตรียมจะจัดทำแพ็กเกจสวยๆ ไว้บรรจุข้าวหอมมะลิไทยขนาด 500 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ไว้วางขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีแก่ใจคิดถึงนักท่องเที่ยวว่าซื้อไปแล้วต้องทำอย่างไร แพ็กเกจจิ้งที่ว่าอาจบรรจุหม้อหุงข้าวใบเล็กๆ ติดไปด้วยเพื่อความสะดวก โดยวางแผนว่าจะนำร่องเอาไปวางขายที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อน เพื่อให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นของฝากระดับพรีเมียม รวมทั้งจะขอความร่วมมือจากหน่วยราชการมอบข้าวไทยเป็นของที่ระลึกให้แขกของรัฐ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าข้าวระดับหรูนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ไหน ๆ ก็หวังจะให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นของพรีเมียมขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เราเลยไปขอฟังความเห็น เกษียร วัฒนเชาวน์พิสุทธิ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทยจีน แสดงความเห็นว่า การทำสินค้าข้าวพรีเมี่ยมเป็นโครงการที่เพ้อฝันและไม่น่าจะประสบความสำเร็จในด้านมูลค่าและปริมาณ และเป็นการแก้ไขไม่ตรงจุด เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อข้าวถุงของไทยกลับประเทศ แม้แต่นักท่องเที่ยวจีนที่กินข้าวอยู่แล้ว เพราะที่จีนก็มีข้าวไทยวางจำหน่ายและหาซื้อได้ไม่ยาก

“รัฐบาลควรเร่งเจรจาซื้อขายข้าวโดยตรงระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) เพื่อสร้างมูลค่าที่สูงกว่าการหวังพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ข้าวในโครงการรับจำนำมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์คุณภาพสินค้า เห็นจากข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวบางประเทศได้รับข่าวสารดังกล่าว จึงยากต่อการจำหน่าย รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ดังกล่าว และคุณภาพให้เหนือกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม กัมพูชา และเพิ่มการจำหน่ายข้าวไทยด้วยการส่งออกจะดีกว่า” เกษียร กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท