
'กรณีศึกษา' ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ผู้ที่เข้าอบรมหลักสูตร Advanced Management Program หรือเรียกย่อๆ ว่า AMP ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาจากทั่วโลก
ผู้ที่เข้าอบรมหลักสูตร Advanced Management Program หรือเรียกย่อๆ ว่า AMP ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาจากทั่วโลก โดยปกติจะเป็นชาวอเมริกันประมาณ 40% ยุโรปอีก 30-40% ที่เหลือก็เป็นชาติอื่นๆ รวมทั้งประเทศจากเอเชีย
รุ่นที่ 100 นั้นมีผมเป็นคนไทยคนเดียว มีญี่ปุ่น 4 คน มีจีน 1 คน และแขกอีก 2 คน
คนเอเชียน้อยไม่เป็นไร เพราะแขกหนึ่งคนพูดเท่าๆ กับคนสิบคนอยู่แล้ว ฉะนั้นรุ่นที่ผมเรียนจึงไม่เงียบเหงาแน่นอน
มีเรื่องน่าขำคือ คนจีนนั้นเป็นนายพลมาจากไต้หวัน อยู่หน่วยงานทางส่งกำลังบำรุงของกองทัพ
เขาเรียนอยู่ 3 เดือน ไม่เคยพูดอะไรในชั้นสักคำ พอวันสุดท้าย จึงยกมือขอพูดโดยเตรียมสุนทรพจน์มาพร้อม
พอเขาพูดจบ พวกเราพากันปรบมือสนั่นหวั่นไหวเพราะคาดไม่ถึง
วันแรกของการปฐมนิเทศ อาจารย์เอาสถิติของนักศึกษารุ่นเก่าๆ มาเล่าสู่กันฟัง ส่วนมากก็ปลุกใจว่าผู้เข้าฝึกอบรมจะได้เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรภายในไม่กี่ปีหลังจากการอบรม แต่มีสถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจคือว่า เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารที่มาเรียนมักจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานใหม่ (ทั้งๆ ที่ใช้เงินบริษัทมาเรียน) และมักจะเปลี่ยนคู่ครองใหม่ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเกี่ยวโยงกับการอบรมหรือไม่ แต่ทั้งสองเรื่องนี้มีสถิติไปทางเดียวกันค่อนข้างสูง
หลังจากผมจบแล้ว ตัวถ่วงสถิติคงลงมาก เพราะผมเป็นหนึ่งคนที่จบมาแต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ถึงแม้ว่าจะอยู่ถึงเกษียณ สอง ไม่ได้เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ สาม สำคัญที่สุด คือ ไม่ได้เปลี่ยนภรรยาใหม่
เป็นอันว่าเสียของไปเปล่าๆ
การเรียนที่นั่นใช้วิธี “กรณีศึกษา” (Case Study)
พวกเราต้องอ่านกรณีศึกษาวันละ 23 เรื่อง ซึ่งมหาวิทยาลัยศึกษามาจากของจริง แต่ไม่เปิดเผยชื่อบริษัทหรือองค์กรที่ใช้เป็นกรณีศึกษา เสร็จแล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดกันในห้องเรียน กรณีใดที่เป็นเรื่องประสบความสำเร็จ เราก็มาร่วมวิเคราะห์ว่าเพราะอะไร เช่นกันในกรณีที่เป็นเรื่องความล้มเหลว เราก็วิจารณ์กันว่ามีสาเหตุมาจากอะไร โดยมีอาจารย์เป็นผู้คุมการสนทนา พยายามเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และสรุปเรื่องเมื่อหมดเวลา การสนทนาของเราโดยไม่มีข้อสรุปว่าอะไรถูก อะไรผิด
แรกๆ พวกเราอ่านกรณีศึกษาแบบละเอียดยิบ รู้จักตัวละครและเรื่องต่างๆ ถี่ถ้วน ต้องใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงจึงอ่านหมด ต่อมาภายหลังพอจับทางได้ อ่านแต่พอได้ เค้าโครงและใช้ประสบการณ์ในการวิเคราะห์ เพื่อสนทนาปัญหาและข้อคิดเห็น จึงทุ่นเวลาไปมาก
การเรียนรู้เกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อคิดเห็น และมุมมองที่หลากหลาย ความรู้ที่ได้เกิดจากประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะในทุกกรณีศึกษาจะมีสาระของการบริหารจัดการหลากหลายรูปแบบ มีทั้งเรื่องของการผลิต การตลาด การเงิน การบุคคล และการบริหารจัดการทั่วๆ ไป ที่จะทำให้ผู้บริหารที่เข้าอบรมมีความรู้มากขึ้น ทำให้เป็นผู้บริหารที่สมบูรณ์ขึ้นเมื่อจบการอบรม
จากข้อมูลของกรณีศึกษาบางเรื่องและการทบทวนวิธีการบริหารงานของตัวเองที่ผ่านๆ มา ทำให้ผมสำนึกถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องในการทำงานของตัวเองได้บ้าง
เรื่องหนึ่งคือ การตัดสินใจแบบไม่ตัดสินใจ
หมายความว่า หลังจากที่ผู้ใต้บังคับบัญชานำปัญหาและวิธีการแก้ไขมาปรึกษาแล้ว ผมจะไม่ฟันธงลงไปว่าจะเอาแบบไหน แต่มักจะให้คำแนะนำและปล่อยให้เขาไปตัดสินใจเอง ทีมงานบางคนไม่ชอบวิธีนี้ เพราะไม่มีความมั่นใจในตนเองพอ กลัวว่าจะทำผิด แต่หลายคนที่มีความคิดริเริ่ม กล้าทำ จะชอบ เพราะเปิดโอกาสให้เขาลองผิดลองถูกได้
ผมได้ยินลูกน้องกลุ่มแรกเปรียบเทียบเจ้านายว่าเป็น Mr.Yo คือ ไม่ Yes หรือ No
อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่า วิธีที่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคิดเองทำเองจะเป็นการพัฒนาคนได้ดีกว่า แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ในบางกรณีเราต้องดูสถานการณ์และต้องมีความเด็ดขาดเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หรือเรื่องที่มีผลเสียหายสูง หรืออาจจะมีความผิดพลาดหรือถ้ามีลูกน้องประเภทกล้าๆ กลัวๆ
สามเดือนที่อยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงแค่เรียนอย่างเดียว แต่มีการสังสรรค์และสร้างมิตรภาพระหว่างกันตลอดเวลา เมื่อจบการอบรมแล้วทุกคนมีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีก 100 กว่าคน และอยู่ทั่วโลก เป็นความสัมพันธ์ที่มีประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ส่วนตัวต่อไป
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของการอบรม คือ อาทิตย์สุดท้ายของการเรียน คู่สมรสของนักศึกษาได้รับเชิญให้ไปร่วมสัมมนาด้วยตลอดอาทิตย์
คู่สมรสสามารถเลือกวิชาที่สนใจและเข้าร่วมสัมมนาพร้อมๆ กัน ได้สัมผัสกับบรรยากาศและกลิ่นอายของการฝึกอบรมด้วย หลังจากนั้นมีการฉลองปริญญาบัตรด้วยกัน จัดเป็นงานใหญ่โต แต่งชุดประจำชาติ หรือโบดำ ตามสะดวก
รุ่นของเรามีการสังสรรค์รวมรุ่นทุก 2 ปี หมุนเวียนไปตามประเทศต่างๆ ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นยินดีเป็นเจ้าภาพ ณ วันนี้ 25 ปีผ่านไป เรายังพบปะกันเป็นประจำ ครั้งสุดท้ายจัดที่ประเทศไทย เมื่อ 2553 มีผมเป็นเจ้าภาพในฐานะเจ้าของประเทศ มีเพื่อนและครอบครัวมาร่วมชุมนุม 50 คน ทั้งๆ ที่มีความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองเสื้อแดงอยู่ในขณะนั้น







