
ประชาธิปไตยกับความมีเหตุผล
ศุกร์ที่แล้ว ศุภมิตร ปิติพัฒน์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความ “ประชาธิปไตยกับความมีเหตุผล” โดยตั้งข้อสังเกตและคำถามที่น่าสนใจโดยอ้าง Adam Przeworskiศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงว่า ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นระบอบที่สลายความเห็นที่แตกต่างของผู้คนและนำไปสู่ข้อสรุปร่วมกันที่เป็นผลประโยชน์สาธารณะ แต่ประชาธิปไตย “มีหน้าที่ทำให้คนที่มีความแตกต่างกันนั้นยอมแพ้ชนะกันได้ เพื่อจะกลับมาแข่งขันกันใหม่ โดยไม่มีใครฝ่ายไหนสามารถกำหนดผลลัพธ์ในกระบวนการทางการเมืองและการแข่งขันให้เป็นไปอย่างที่ตนต้องการได้แต่เพียงฝ่ายเดียว”
ศุกร์ที่แล้ว ศุภมิตร ปิติพัฒน์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความ “ประชาธิปไตยกับความมีเหตุผล” โดยตั้งข้อสังเกตและคำถามที่น่าสนใจโดยอ้าง Adam Przeworskiศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงว่า ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นระบอบที่สลายความเห็นที่แตกต่างของผู้คนและนำไปสู่ข้อสรุปร่วมกันที่เป็นผลประโยชน์สาธารณะ แต่ประชาธิปไตย “มีหน้าที่ทำให้คนที่มีความแตกต่างกันนั้นยอมแพ้ชนะกันได้ เพื่อจะกลับมาแข่งขันกันใหม่ โดยไม่มีใครฝ่ายไหนสามารถกำหนดผลลัพธ์ในกระบวนการทางการเมืองและการแข่งขันให้เป็นไปอย่างที่ตนต้องการได้แต่เพียงฝ่ายเดียว”
และจากตรงนี้ ศุภมิตรได้ตั้งคำถามต่อว่า ประชาธิปไตยสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้หรือไม่ นั่นคือ “มีสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขสูงสุดร่วมกัน ที่มักเรียกกันว่าเป็นผลประโยชน์สาธารณะ หรือผลประโยชน์แห่งชาติ ที่รู้ได้อย่างจำเพาะชัดเจนหรือไม่?
กระบวนการทางการเมืองประชาธิปไตยสามารถทำให้ฝ่ายต่างๆ เห็นพ้องร่วมกันและตกลงกันในเรื่องที่ว่าอะไรดีที่สุดและอะไรที่ไม่ดีต่อส่วนรวมนี้ได้หรือไม่? มีแต่กระบวนการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นหรือ ที่สามารถหยั่งถึงประโยชน์สุขเหล่านี้ได้
การตัดสินใจโดยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากอาศัยหลักวิชาและคุณธรรม ไม่ว่าจะดีเพียงใด ก็ไม่สามารถรู้ได้ใช่ไหมว่าอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับพลเมือง?” และ “ถ้าคำถามเหล่านี้มีคำตอบในเชิงขานรับทั้งหมด” ได้ ศุภมิตรเห็นว่า “ประชาธิปไตยย่อมเป็นระบอบที่ได้การยอมรับว่ามีความเป็นเหตุผลสูง แต่นักคิดและคนช่างคิดทั้งหลายกลับมิได้มีคำตอบไปในทางเดียวกัน และคำตอบก็มิได้เป็นการขานรับไปทั้งหมด”
นักรัฐศาสตร์ที่ยังเชื่อว่ามี “ผลประโยชน์สาธารณะ/ส่วนรวม” พยายามแก้ปัญหาข้างต้น โดยเสนอแนวคิด “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” (Deliberative Democracy“DD”) เพื่อหวังให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นหรือข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันได้มีโอกาสถกเถียงปรึกษาหารือกันเสียก่อนจะตัดสินใจลงคะแนน โดยหวังว่าการถกเถียงอย่างจริงจังจะสามารถนำไปสู่ฉันทานุมัติ (Consensus) หรือข้อสรุปที่ใกล้เคียงได้ ดีกว่าปล่อยให้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มยืนยันเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตนหรือของกลุ่มในการลงคะแนนเสียง เพื่อคอยดูว่าที่สุดแล้วเสียงข้างมากจะเป็นของตนหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ต้องรอคอยแข่งขันต่อสู้กันต่อไป
“DD” มีหลักการสำคัญคือ “เปิดโอกาสให้ประชาชนปรึกษาหารือกันในทุกแง่ทุกมุมในทางเลือกหรือปัญหาที่จะต้องตัดสินใจ แล้วตกลงหรือตัดสินใจร่วมกันว่าจะหาทางเลือกหรือทางออกอย่างไร” ไม่ใช่ถกเถียงเพียงเพื่อมุ่งเอาชนะคะคานกันเหมือนที่เราเห็นๆ กันอยู่ในเวทีอภิปรายหรือโต้วาทีทางการเมือง หรือแม้แต่การอภิปรายในสภา
นักรัฐศาสตร์แนวนี้ย้ำว่า กระบวนการปรึกษาหารือ (Deliberation) ที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การอภิปราย (Discussion) เพราะการอภิปรายเป็นแค่การระดมแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่การปรึกษาหารือนี้จะเป็นกระบวนการการไตร่ตรองและใช้เหตุผลร่วมกันเป็นสำคัญ ซึ่งข้อเสนอ “DD” นี้ก็เป็นแนวคิดที่ Przeworski ไม่เห็นด้วยอยู่ดี!
เขาวิจารณ์แนวคิดดังกล่าวนี้ไว้ในบทความชื่อ “Deliberation and Ideological Domination” (1998) เขาชี้ว่า ในขณะที่พวก “DD” เสนอให้ผู้คนใช้เหตุผลถกเถียงกันถึงเป้าหมายหรือผลประโยชน์สูงสุด/สาธารณะ แต่ในความเป็นจริง Przeworski เห็นว่าผู้คนมิได้มีปัญหาเรื่องเป้าหมายเท่ากับวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมาย เช่น ไม่มีใครเห็นต่างหรอกว่า “ความเป็นแม่เป็นสิ่งที่ดี” แต่ผู้คนเห็นต่างกันว่า รัฐควรใช้วิธีการอะไรในการส่งเสริม “ความเป็นแม่” ต่างหาก หรือในกรณี “ปัญหายาเสพติด” ไม่มีใครเห็นต่างว่ายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรง แต่จะเห็นต่างกันถึงวิธีการแก้ปัญหา
นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามกับคำว่า “เหตุผล” ว่ามันมีเหตุผลที่เป็นสากลมาตรฐานหรือ? อีกทั้งเขายังเชื่อว่า การปรึกษาหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันนี้ ในที่สุดแล้วจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สวนทางกับผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของแต่ละคน และจะส่งผลให้ผู้คนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอุดมการณ์อะไรบางอย่าง อย่างน้อยๆ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็ได้แก่ อุดมการณ์ทุนนิยมที่อ้างว่าเสรี หรือการตกอยู่ภายใต้ชุดความรู้ที่สลับซับซ้อนที่อาจมีอิทธิพลครอบงำความคิดของประชาชนคนธรรมดา (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ปัญหาความไม่เสมอภาคทางความรู้ที่ดำรงอยู่ในสังคม ยากที่จะทำให้เกิดการปรึกษาหารืออย่างเสมอภาคกันได้จริงๆ)
แม้ว่า Przeworski จะยอมรับว่าประชาธิปไตยอย่างที่เป็นอยู่ไม่สามารถตอบคำถามที่อาจารย์ศุภมิตรตั้งไว้ได้ แต่เขาก็เห็นว่า ควรปล่อยให้ประชาชนแต่ละคนตัดสินใจเลือกในสิ่งที่เขาแต่ละคนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขาดีกว่าที่จะพยายามให้ถกเถียงหารือเพื่อหาฉันทานุมัติร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่วิจารณ์ “DD” ว่าไม่สามารถให้คำอธิบายหรือเหตุผลที่น่าพอใจได้ว่า ควรจะตัดสินใจอย่างไร? หรือในกรณีที่หลังจากถกกันแล้ว ไม่สามารถนำไปสู่ฉันทานุมัติได้ จะแก้ความขัดแย้งได้อย่างไร? เพราะในที่สุดแล้ว มันก็ต้องกลับมาที่การลงคะแนนเสียงและถือเอามติเสียงข้างมากเป็นตัวตัดสินใจสุดท้ายอยู่ดี
ตกลงแล้ว โจทย์ที่อาจารย์ศุภมิตรตั้งไว้ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ประชาธิปไตยยังตอบไม่ได้ เพียงแต่ว่า หากจะเปิดให้มีการถกเถียงหารือระหว่างกันและกันจะทำให้บรรยากาศมันดีขึ้นบ้างหรือเลวลง? n
(จากส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ของสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา [HS1068A] ปีที่สาม)







