posttoday
หัวเลี้ยวหัวต่อเศรษฐกิจจีน ความหวังฉุดเศรษฐกิจโลก

หัวเลี้ยวหัวต่อเศรษฐกิจจีน ความหวังฉุดเศรษฐกิจโลก

05 กรกฎาคม 2556

โดย ปรานปรีย์ พหิธานุกร

โดย ปรานปรีย์ พหิธานุกร

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงการชะลอตัว ยังคงสร้างความวิตกกังวลให้ชาวโลกไม่น้อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังมีความหวังกันว่า "เศรษฐกิจจีน" ประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา จะมีส่วนช่วยฉุดเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวขึ้นมาหรือไม่ อย่างไร เพราะในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน ได้มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไม่ให้ตกต่ำลงไปอีก

ความเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนมา 20 ปี ก็เพราะการเปิดประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยมมากขึ้น ทำให้ประเทศซึ่งครั้งหนึ่ง เศรษฐกิจถูกกำกับโดยรัฐทุกเรื่อง มีการเปิดเสรีเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนทำให้จีนซึ่งมีประชากรจำนวนมากที่สุดของโลกและมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงที่จีนมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนั้น ได้มีส่วนสำคัญในการบริโภคและนำเข้าเพื่อการผลิต อย่างเช่น วัตถุดิบ โภคภัณฑ์อาหาร ธัญพืช ทอง น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ จำนวนมาก จนทำให้ราคาสินค้าในตลาดโลกเหล่านั้นมีราคาสูงขึ้น

จีนจึงเป็นเสมือน แม่เหล็กที่ดึงดูดทรัพยากรของโลกเข้ามา ซึ่งรวมทั้งเงินทุนและการลงทุนจากต่างประเทศ

มาถึงวันนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจจีนเริ่มเปลี่ยนไป เพราะในภาพรวม เศรษฐกิจได้ขยายตัวลดลง จากการส่งออกที่เป็นรายได้หลักของประเทศที่ลดลงรวมทั้งการนำเข้าของจีนก็ลดลงด้วย

ขณะที่เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงจรไปยังประเทศส่งออกอื่นๆ ถึงขนาดที่หลายประเทศต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของตัวเอง

ผมคิดว่า ถึงแม้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวลดลงเพราะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจช่วงหลังปี 2551 ก็ตาม แต่เมื่อมาพิจารณาลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็จะเห็นว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องมานาน ได้มีส่วนเสริมสร้างฐานทางเศรษฐกิจของประเทศใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ระบบเศรษฐกิจจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ จึงมีส่วนที่ทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวไปด้วย

แนวนโยบายเศรษฐกิจของจีนที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มเปิดประเทศ ปี 2521 จนสร้างความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบันก็ได้มาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ดังนั้นแนวนโยบายเดิมที่ใช้มาตลอดระยะเวลา 30 ปี จึงไม่สามารถผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของจีนต่อไปได้

นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตแล้ว จีนยังต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ๆ ที่รุมเร้าอยู่ขณะนี้ ทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจปากท้อง ที่ชาวจีนต้องการให้เกิดการกระจายรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทรุดโทรมจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การใช้สิทธิเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ของชาวจีน รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของจีน จากกรณีข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี

ปัญหาเศรษฐกิจจีนในวันนี้ จึงเป็นปัญหาของโลกอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จีนได้แสดงบทบาทผู้พยุงเศรษฐกิจโลกมาได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2551 ที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป นายหู จิ่นเทา อดีตประธานาธิบดีจีน ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเงินจำนวนสูงมาก ถือได้ว่าเป็นการต่อลมหายใจให้แก่เศรษฐกิจจีนและโลก แต่ขณะเดียวกัน จากมาตรการดังกล่าวนี้ ก็ทำให้เกิดการขยายตัวของสินเชื่ออย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเกรงว่า อาจเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ได้ ทำให้ปัจจุบันนี้ สถาบันการเงินจีนต้องประสบกับปัญหาหนี้สินสูง

แต่เมื่อ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ต่อจากนี้ไป จะเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจมากกว่าการกลับไปใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ก็ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่เศรษฐกิจจีนกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง

ผมเห็นว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจในความหมายของนายสี จิ้นผิง น่าจะหมายถึง "การวางแผนนโยบายเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก" รวมถึงการลดบทบาทของภาครัฐและในกิจการต่างๆ ที่รัฐเป็นเจ้าของ เพื่อขยายพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจจีนมากขึ้น

ความตั้งใจของผู้นำคนใหม่ของจีนครั้งนี้ จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและความเข้าใจต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลง (Change) ที่เกิดขึ้น

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ก็คือ ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์และระบบราชการที่ยังไม่มีการปฏิรูป จะมีส่วนช่วย "ผลักดัน" หรือจะเป็น "อุปสรรค" ต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดครับ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี