posttoday
บ่วงรัดเข็มขัด ขวางศก.โต โลกหวั่น "โปรตุเกส" จุดวิกฤตรอบใหม่

บ่วงรัดเข็มขัด ขวางศก.โต โลกหวั่น "โปรตุเกส" จุดวิกฤตรอบใหม่

05 กรกฎาคม 2556

ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตระหนักกันแล้วว่า วิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรปที่ดูเหมือนจะคลี่คลายได้ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตระหนักกันแล้วว่า วิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรปที่ดูเหมือนจะคลี่คลายได้ในช่วงปีที่ผ่านมานั้น ยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขให้หายขาดแต่อย่างใด โดยมีวิกฤตทางการเมืองล่าสุดในประเทศโปรตุเกส หนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) เป็นตัวจุดชนวนสำคัญสำหรับวิกฤตหนี้ของภูมิภาคในรอบนี้

เพราะสถานการณ์ของโปรตุเกสในปัจจุบันคือภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นผลลัพธ์ของมาตรการรัดเข็มขัดที่บรรดาผู้นำในภูมิภาค และธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) นำมาใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง จนส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศที่ยื่นขอเงินตกอยู่ในสภาวะถดถอยหนักหน่วงมากกว่าเดิม

อาจเรียกได้ว่า วิธีการที่ใช้จัดการหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป (อียู) ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสักเท่าไรนัก ขณะที่การเดินหน้าปรับปรุงปฏิรูปโครงสร้างของอียูเพื่อป้องกันวิกฤตหนี้หวนคืนก็ยังขาดความแน่นอน จนนักลงทุนยังคงขาดความเชื่อมั่นที่จะหันกลับเข้ามาลงทุนในภูมิภาคแห่งนี้อีกครั้ง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างยอมรับว่า หลังจากยื่นเอกสารร้องขอเงินช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อีซีบี และอียู จนได้รับอนุมัติเงินมูลค่า 7.8 หมื่นล้านยูโรเมื่อปี 2554 รัฐบาลโปรตุเกสได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแลกเปลี่ยนอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างไล่เรียงตั้งแต่การตัดลดค่าใช้จ่าย การกำหนดแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การอนุมัติการเก็บภาษีชนิดจัดหนัก และการตัดลดเงินงบประมาณในหลายๆ ด้าน รวมถึงสวัสดิการสังคม กระทั่งทำให้บรรดาผู้นำอียูยกให้โปรตุเกสเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศที่มีพฤติกรรมเหมาะสมกับการให้เงินช่วยเหลือ

แต่กระนั้น การกระทำข้างต้นกลับผลักดันให้เศรษฐกิจของโปรตุเกสเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย และเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยต่อเนื่องยาวนาน ยืนยันได้จากข้อมูลคาดการณ์ล่าสุดของเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ดัชนีวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสจะหดเหลือ 2.3% ในปี 2556 นี้ โดยนับเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 3

นอกจากนี้ ตัวเลขอัตราการว่างงานของโปรตุเกสที่ไต่ระดับทำสถิติสูงสุดถึง 17.6% ยังเป็นอีกหนึ่งหลักฐานตอกย้ำถึงผลลัพธ์เลวร้ายจากการใช้มาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลโปรตุเกสได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้ชาวโปรตุเกสมากถึง 9.32 แสนคนไม่มีงานทำ ขณะที่คนหนุ่มสาวการศึกษาระดับปริญญาตรีต่างมีแนวโน้มเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้น

สถานการณ์เลวร้ายของโปรตุเกสยังไม่นับรวมถึงการออกมาชุมนุมประท้วงของประชาชนภายในประเทศที่เริ่มบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่สั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี เปโดร ปาสซอส โกเอลโญ แห่งโปรตุเกส ซึ่งขณะนี้มีรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีต่างประเทศได้ยื่นหนังสือลาออกเรียบร้อยแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่อาจทนเห็นด้วยกับมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลได้อีกต่อไป

และเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายดังกล่าว ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลโปรตุเกสอายุ 10 ปีในปัจจุบัน ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 8% ขณะที่การซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ปิดตัวลดลงเกือบ 5.5%

แต่ที่แย่กว่านั้นคือ แม้จะมีผลลัพธ์ไม่น่าพิสมัยมากมาย ทว่าท่าทีของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี โกเอลโญ แห่งโปรตุเกส กลับแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะยังคงยึดมั่นกับนโยบายรัดเข็มขัดต่อไป และอาจจะเข้มงวดกวดขันมากขึ้น เห็นได้จากความเห็นของนายกรัฐมนตรีโปรตุเกสเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งออกมาย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินแผนรัดเข็มขัด เพื่อหลีกเลี่ยงการขอเงินช่วยเหลือรอบที่ 2

แถมเยอรมนียังแสดงท่าทีกดดันรัฐบาลโปรตุเกสอย่างชัดเจน ด้วยการออกมากล่าวว่า เยอรมนียังคงเชื่อมั่นในรัฐบาลโปรตุเกสที่จะดำเนินแผนรัดเข็มขัดตามที่ได้รับปากไว้ เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ

เกวิน ฮิวอิตต์ บรรณาธิการเศรษฐกิจประจำภูมิภาคยุโรปของสถานีโทรทัศน์บีบีซี กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากแผนรัดเข็มขัดที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศตกต่ำลง กลายเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลโปรตุเกสจะโน้มน้าวให้รัฐสภาประเทศอนุมัติใช้ร่างแผนการดังกล่าวที่ถูกใจผู้ให้เงินช่วยเหลือ แต่กลับขัดใจชาวโปรตุเกสทั่วประเทศได้

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ซึ่งระบุผ่านเว็บไซต์ข่าวซีเอ็นเอ็น มันนี่ ว่า ปัญหาจากแผนรัดเข็มขัดทำให้รัฐบาลโปรตุเกสเผชิญกับปัญหายุ่งยากในการปรับปรุงนโยบายบริหารประเทศเพื่อบรรลุตามเกณฑ์ของอีซีบี อียู และไอเอ็มเอฟ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลโปรตุเกสเพิ่งจะได้ขอผ่อนผันยืดกำหนดระยะเวลาการใช้หนี้คืนออกไปได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งหมายความว่า การขอผ่อนผันอีกรอบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ซึ่งยังไม่รวมถึงปัจจัยการเลือกตั้งทั่วไปปีนี้ของหัวเรือใหญ่ในภูมิภาคอย่างเยอรมนี ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อาจจะทำให้เยอรมนีอนุมัติเงินเพื่อพยุงชาติสมาชิกยากมากขึ้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก รวมถึงคริสเตียน ชูลซ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากเบอเรนเบิร์ก แบงก์ ชี้แจงว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าโปรตุเกสจะต้องเผชิญความยากลำบากอะไรบ้างเพื่อให้ได้เงินช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้ แต่อยู่ที่จนถึงขณะนี้ อียูยังไม่มีแผนยุติปัญหาหนี้สาธารณะของภูมิภาคนอกเหนือไปจากการให้เงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นแนวทางที่เริ่มเป็นไปได้ยากมากขึ้น เมื่อประชาชนในชาติสมาชิกส่วนใหญ่ในฐานะผู้ออกเงินเริ่มแสดงความไม่พอใจมากขึ้น จนอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและสถานะของรัฐบาลชาตินั้นๆ ได้โดยง่าย

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ข้างต้นยังตอกย้ำให้เห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องยากเพียงใดสำหรับประเทศที่ประสบปัญหาหนี้อย่างโปรตุเกสที่จะหลุดพ้นจากโครงการเงินช่วยเหลือของอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ รวมถึงสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และกลับเข้าสู่ตลาดเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่น่าวิตกกังวลอีกหนึ่งประเด็นก็คือ การที่โปรตุเกสไม่ใช่ประเทศเดียวในภูมิภาคยุโรปที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาลักษณะข้างต้น เพราะกรีซ ไซปรัส หรือแม้แต่สเปนกับอิตาลี ก็มีแนวโน้มจะเผชิญปัญหาแบบเดียวกันกับโปรตุเกสที่ยากจะสลัดหลุดความช่วยเหลือจากภายนอกพ้น เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจยังซบเซา

ปัจจุบันกรีซยังคงสลัดไม่หลุดจากปัญหาหนี้ของตนเอง ขณะที่สถานะของรัฐบาลผสมชุดใหม่ยังเปราะบาง และกรีซมีกำหนดเวลาเหลือเพียงไม่กี่วันที่จะแสดงให้อียูและไอเอ็มเอฟเห็นว่าได้บรรลุเงื่อนไขเงินช่วยเหลือที่ได้ให้ไว้

ฮิวอิตต์ บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจยุโรปของสถานีโทรทัศน์บีบีซี กล่าวว่า โครงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกรีซเพื่อระดมทุนเริ่มสะดุดจากเสียงคัดค้านของบรรดาสหภาพแรงงาน ขณะที่การปฏิรูประบบสวัสดิการและประกันสุขภาพก็กลายเป็นปัญหาใหม่ที่รัฐบาลผสมกรีซต้องแก้ไขเพิ่มเติม โดยไอเอ็มเอฟได้ส่งสัญญาณเตือนแล้วว่า หากกรีซพิสูจน์ไม่ได้ว่าสามารถบรรลุเป้าหมายที่รับปากไว้ ไอเอ็มเอฟจะถอนตัวจากโครงการให้เงินช่วยเหลือทันที ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวจะทำให้กรีซตกหลุมวิกฤตหนี้ลึกยากหนีพ้นมากขึ้น

ด้าน มาร์ค ทอมป์สัน ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจประจำซีเอ็นเอ็น มันนี่ กล่าวว่า ไซปรัสในขณะนี้เองก็มีแนวโน้มที่จะต้องยื่นเรื่องของผ่อนผันยืดกำหนดวันชำระหนี้ออกไป หลังข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า แผนรัดเข็มขัดตัดลดรายจ่าย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ไม่สามารถทำให้รัฐบาลไซปรัสดำเนินตามเงื่อนไขที่รับปากไว้กับอียูและไอเอ็มเอฟเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ

นับเป็นปัญหาสำคัญระดับภูมิภาคที่ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า บรรดาผู้นำของอียูจะต้องหาทางตอบข้อสงสัยดังกล่าวให้ได้และให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความอดทนของประชาชนในภูมิภาคและนักลงทุนทั่วโลกจะสิ้นสุดลง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท