
หาดทรายที่หายไป
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่ทำร่วมกับสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลการสำรวจและวิเคราะห์เกี่ยวกับหาดทรายของไทยไว้อย่างน่าสนใจ
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่ทำร่วมกับสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลการสำรวจและวิเคราะห์เกี่ยวกับหาดทรายของไทยไว้อย่างน่าสนใจ
งานวิจัยนี้ศึกษาชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างเป็นหลัก แม้ยังไม่ได้ครอบคลุมฝั่งอันดามัน และยังไม่ได้ครอบคลุมอ่าวไทยตอนบน แต่ข้อมูลโดยรวมของรัฐชี้ว่า 30 ปีที่ผ่านมา หาดทรายในอ่าวไทยเสียหายไปแล้ว 29.3%
เกินครึ่งของที่เสียหายนี้ เป็นระดับรุนแรง คิดเป็นระยะทางของหาดถึง 485 กิโลเมตร!!
ชายหาดของไทย ไม่ได้เป็นแค่สินค้าทางการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในสายตาคนทั่วโลกเท่านั้น
แต่ความจริงยังเป็นระบบนิเวศในตัวเองที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น ทั้งปู ปลา เพรียง เต่า นกอพยพหนีหนาว ชายหาดยังเป็นรอยต่อเชื่อมโยงอะไรอีกมากมายที่ตาเปล่ามองไม่เห็น และแน่นอน เป็นที่จอดเรือประมงเล็กของชาวบ้าน เป็นลานซ่อมเครื่องมือหากิน และเป็นที่นันทนาการของชาวบ้านเอง
ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะฝั่ง ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่กำลังกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะยิ่งแก้ไข ก็ยิ่งทำลาย...
ตัวเลขของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปี 2550-2551 โชว์ว่า ชายฝั่งของสงขลาเสียไปเกือบ 1/4 ของปัตตานีเสียไปเกือบ 1/5 แต่ที่นครศรีธรรมราชเสียไปเกือบครึ่ง และที่นราธิวาสเสียหายไป 72.3%
แล้วหน่วยงานของรัฐนิ่งนอนใจไหม? ...ไม่ครับ... ทั้งเทศบาล โยธา ทางหลวง ขนส่งทางน้ำและทั้งชลประทาน พากันลงไปแก้ไขกันยกใหญ่ สร้างกำแพงชายฝั่ง คันดักทราย เขื่อนกันคลื่น เขื่อนกันทรายสารพัดรูปแบบ ท่านที่สนใจกรุณาค้นความหมายของเครื่องมือข้างต้น แล้วจะแยกแยะได้ว่าอันไหนทำงานต่างกันยังไง
แต่งานวิจัยที่ผมกล่าวถึงข้างต้นชี้ว่า สิ่งก่อสร้างชายฝั่งทั้งหลายนี่แหละที่เป็นต้นเหตุสำคัญให้กระบวนการทางธรรมชาติของคลื่นและทรายตามชายฝั่งเสียสมดุล
กล่าวคือ...ทุกฝ่ายเจตนาดี...แต่มันไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ
ถ้าสร้างสิ่งก่อสร้างด้วยโครงสร้างแข็งเหล่านี้ตั้งฉากกับแนวหาดชายฝั่งด้านใดด้านหนึ่งของกำแพง จะเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง ถ้าสร้างโครงสร้างเหล่านี้ขนานแนวฝั่ง คือ ขวางแนวคลื่นไว้ ให้ตามไปดูเขื่อนกันคลื่นตัวสุดท้าย เพราะจะเกิดการกัดเซาะหาดอย่างรุนแรงเสมอ
ส่วนที่เอากำแพงมาตั้งบนหาดซะเลย ผลก็คือน้ำทะเลก็ล้วงใต้ฐานจนพังอยู่ดี ครั้นเอาหินมาทิ้งกองขวางกำแพงไว้อีกชั้น ส่วนขอบปลายกำแพงทั้งสองข้างก็จะถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง
เด็ดกว่านั้น ไอน้ำเค็มที่พุ่งขึ้นมาจากการปะทะกำแพงจะลอยเข้าฝั่งไปกัดกร่อนข้าวของและบ้านเรือนให้ผุอย่างรวดเร็ว เพราะไอน้ำเค็มเป็นกรดแม้กระทั่งพืชชายฝั่งก็จะแห้งตายในเวลาต่อมา
ผมอ่านงานวิจัยนี้ด้วยความสนใจ แล้วเริ่มสังเกตชายฝั่งทะเลตามที่ต่างๆ ก็ชักเห็นจริงดั่งว่า
ข้อเสนอเบื้องต้นของงานวิจัยบอกว่า เราต้องเปลี่ยนหลักคิด...
“...คิดอยู่ร่วมและทำงานกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ ดีกว่าคิดจะสู้เอาชนะมัน...”
ผู้วิจัยมีตัวอย่างการแก้ไขทั้งที่ได้ผลและล้มเหลวจากต่างประเทศมาให้คิดต่ออีกหลายแห่ง
ใช้กฎหมายกำหนดแนวระยะถอยร่นหน้าหาด เพื่อควบคุมสิ่งปลูกสร้างชายทะเล พูดง่ายๆ ไม่ให้สร้างใหม่ในเขตเหล่านั้น ส่วนที่สร้างมาก่อนแล้วก็ให้รื้อออกเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะพวกที่มีขนาดใหญ่ เพราะส่งผลกระทบรุนแรง
แนวระยะถอยร่นของประเทศต่างๆ ก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าเขาเจอคลื่นลมเปิดขนาดไหน ลักษณะทางกายภาพของชายฝั่งเขาเป็นยังไง บางแห่งก็หันมาใช้วิธีถมทราย ซึ่งผมเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วในจีน สหรัฐ และรายงานวิจัยชิ้นนี้ก็บอกว่า ฝรั่งเศสหันมาใช้วิธีนี้ในการรักษาชายหาดอันน่าหวงแหนของตัวไว้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้การถมทรายเพิ่มจะได้หาดทรายที่สมบูรณ์ขึ้น บางแห่งกว้างหรือยาวขึ้น นักท่องเที่ยวมามากขึ้น คนท้องถิ่นใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น แต่พืชและสัตว์ท้องถิ่นอาจปรับตัวไม่ทัน และถ้าวางแผนไม่ดี คลื่นก็กวาดทรายที่ขนมาเทไว้หายเรียบได้ในเวลาไม่นาน
ความรู้เกี่ยวกับวงจรของคลื่นและทรายชี้ว่า ธรรมชาติจะพัดทรายไปในฤดูหนึ่ง และจะพามันกลับมาได้เองในอีกฤดูหนึ่ง
สิ่งก่อสร้างที่ใช้ป้องกันตะกอนทรายหรือจะกันคลื่นลมนั้น หากจำเป็นต้องมี ก็ควรใช้เพียงบางฤดูและรื้อย้ายไปเมื่อหมดฤดูนั้น
ทั้งนี้ เพื่อปล่อยให้ธรรมชาติซ่อมตัวเองได้ โดยถูกรบกวนน้อยที่สุด
ไม่งั้นก็จะเจตนาดี...แต่ทำผิดซ้ำซากเรื่อยไป...
(ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานวิจัยนี้ได้ที่ www.tuhpp.net)







