posttoday
กำลังซื้อดับสนิทเศรษฐกิจไทยสลบ

กำลังซื้อดับสนิทเศรษฐกิจไทยสลบ

04 กรกฎาคม 2556

ถึงเวลานี้ไม่มีใครที่ไม่วิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจไทยปีนี้กำลังปักหัวดิ่งเหว เพราะแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเสื่อมถอยหมดแรงขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ถึงเวลานี้ไม่มีใครที่ไม่วิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจไทยปีนี้กำลังปักหัวดิ่งเหว เพราะแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเสื่อมถอยหมดแรงขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะฉุดเครื่องยนต์ให้ติดขึ้นมาขับเคลื่อนได้ทันการณ์

เครื่องยนต์การส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจไม่ต้องพูดถึง เพราะเครื่องดับมาตั้งแต่ปีก่อนหน้า ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 15% ทำได้จริงแค่ 4% มาปีนี้ที่คาดว่าจะได้ 89% ก็ทำท่าว่าอย่างเก่งก็แค่ 56% เท่านั้น

ขณะที่การบริโภคที่รัฐบาลตั้งเป้าจะให้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ เป็นพระเอกแทนการส่งออกเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ผ่านมาไม่ถึงครึ่งปีก็ดับสนิท การใช้จ่าย การบริโภคของภาคเอกชนเกิดหมดแรง เครื่องดับเอาเสียดื้อๆ

หน่วยงานทางเศรษฐกิจทุกสำนักออกมายอมรับว่า กำลังซื้อของประเทศพึ่งพาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะหลังจากโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลเป็นดาบสองคม ที่เป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจปีที่ผ่านมาโตได้ถึง 6.4% ต่อปี แต่จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตไม่ถึง 5% ต่อปี

โครงการรถยนต์คันแรกมีคนมาใช้สิทธิ 1.2 ล้านคน ที่กระตุ้นการใช้จ่ายอย่างมาก ก็หมดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างกะทันหัน เพราะมีการส่งมอบรถจำนวนมากเมื่อปีที่ผ่านมาทำให้คนที่ซื้อรถต้องผ่อนจ่ายค่าซื้อ ค่างวดส่งผลให้ไม่มีกำลังไปจับจ่ายใช้สอยอื่นๆ ได้อีก เพราะเงินหมดหน้าตัก การใช้จ่ายประจำวันเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำให้การใช้จ่ายของประเทศถดถอยอย่างหนัก

นอกจากนี้ แรงซื้อด้านอื่นๆ ยังฟุบเหมือนกับนัดตามกันมา ที่เห็นได้ชัดคือ แรงซื้อจากประชาชนภาคการเกษตร แม้ว่าราคารับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นล้านบาท จะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ก็เพิ่มให้กับชาวนาแค่ 1 ล้านครัวเรือนเท่านั้น จากคนทั้งหมด 20 ล้านครัวเรือน

ขณะที่เกษตรกรที่ปลูกยางพารา ปาล์ม ที่ราคาตกอย่างมาก ทำให้รายได้เกษตรกรลดลงฮวบฮาบ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ระบุว่า ในรายงานภาวะเศรษฐกิจเดือน พ.ค. 2556 รายได้เกษตรกรที่ลดลงดังกล่าว ทำให้ยอดซื้อจักรยานลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นการสะท้อนกำลังซื้อภาคการเกษตรที่อ่อนแอลง

ภาวะดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ไตรมาสแรกของปีนี้ การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนขยายตัวได้ 4.2% ชะลอลงจาก 12.4% ในไตรมาส 4 ปีก่อนหน้า ที่เป็นการลดอย่างรุนแรง จนทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวได้แค่ 5.3% ทั้งๆ ที่ฐานช่วงเดียวกันต่ำแค่ 0.4%

ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่เป็นสินค้าส่งออกและเชื่อมต่อภาคการเกษตรที่สำคัญของไทยก็ทำท่าไปได้ไม่สวยด้วยเหมือนกัน

เมื่อเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญเริ่มสะดุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจยุโรป สหรัฐ การฟื้นตัวยังไม่ชัดเจน ส่วนญี่ปุ่นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้า ที่สำคัญเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวรุนแรง มีผลทำให้การส่งออกสินค้าของไทยชะงักงันไปด้วย โดยจีนเริ่มมีการลดออร์เดอร์การนำเข้าสินค้าอย่างชัดเจนแล้ว

ครั้นจะมาหวังแรงอัดฉีดภาคใช้จ่ายรัฐบาล ที่เป็นเม็ดเงินสำคัญกระตุ้นการใช้จ่ายการลงทุน ก็เครื่องชอร์ตดับไปเฉยๆ รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ทำหน้าที่เป็นคนขับกลับไม่สามารถอัดเม็ดเงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจได้เหมือนปีที่ผ่านมา

ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการเบิกจ่ายที่เครื่องไม่เดิน กับอีกส่วนหนึ่งเพราะเงินสดในมือของรัฐบาลมีไม่มากพอ เพราะมีการใช้ไปในโครงการประชานิยมจำนวนมาก นั่นจึงเป็นที่มาของการขาดดุลเงินสด

ภาวะรัฐบาลชอร์ตเงิน เห็นได้ชัดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่ใช้เงินกู้จนเต็มเพดานกฎหมายแล้วก็ยังไม่พอจ่าย จนต้องไปล้วงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกมา 2.22.3 แสนล้านบาท เมื่อรัฐบาลตกอยู่ในภาวะถังแตก แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจึงมืดมนตามไปด้วย

ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ที่มีการผลิตสินค้าต้นทุนสูงขึ้นจากการขึ้นค่าแรง ค่าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องมาขายของราคาถูกลงเพื่อให้ขายของออก ก็มีปัญหาเข้าเนื้อ

ผู้ที่ไม่ยอมปรับราคาลงมาก็ขายไม่ออกทำให้สินค้าสต๊อกบวม กระทบต่อสภาพคล่อง จนชอร์ตกันเป็นลูกโซ่ตามมา

สัญญาณที่ส่งออกมานั้น เห็นได้ชัดจากปริมาณของจำนวนเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้ทั้งจำนวนและปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องตีให้แตก ว่าจะทำให้เครื่องยนต์การบริโภคกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้งได้อย่างไร โดยที่รัฐบาลไม่แบกภาระทางการคลังไม่มากจนสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโดยรวม

จะว่าไปแล้วโจทย์ใหญ่เพราะรัฐบาลกำลังหนีเสือปะจระเข้ เห็นได้ชัดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่นอกจากเป็นโครงการมัดฐานเสียงแล้ว ยังเป็นโครงการที่กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน

แต่ทว่า ที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินไปถึง 6.2 แสนล้านบาท ผลขาดทุนที่ไม่ยอมเปิดเผยสูงถึง 2.6 แสนล้านบาทในปีแรก ทำให้รัฐบาลต้องถอย ยอมลดราคาข้าวจากตันละ 1.5 หมื่นบาท เหลือ 1.2 หมื่นบาท เพื่อลดภาระการคลัง

แต่เพียงข้ามคืนรัฐบาลก็กลืนน้ำลายทนแรงกดดันเสียคะแนนทางการเมืองไม่ไหว ยอมปรับขึ้นราคาจำนำมาเป็น 1.5 หมื่นบาทเท่าเดิม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลดีกับการบริโภคของประเทศ แต่รัฐบาลก็อาจจะต้องดีดลูกคิดว่า ภาระการคลังจะบานปลายไปจนฐานะของประเทศถังแตกจนอุดไม่อยู่ในภายหน้าหรือไม่

ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ความเชื่อมั่นรัฐบาลทรุดฮวบลงไปทันที เพราะนักลงทุนเบือนหน้าหนีด้วยความไม่เชื่อใจ

จะเห็นว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลกลายเป็นวัวพันหลัก แก้อย่างเกิดปัญหาอีกอย่าง ซึ่งเป็นปัญหาจากการไม่สร้างสมดุลของมาตรการทางเศรษฐกิจ เพราะ 2 ปี ที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มแหลกหมดหน้าตักเพื่อให้ได้ใจได้หน้า ทำให้ปีนี้รัฐบาลต้องหน้าแห้ง เพราะจนมุมกระตุ้นการบริโภค เพื่อกระชากเศรษฐกิจจากขาลงให้ได้

มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจอย่างการลดภาษี ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลลดภาษีไปจำนวนมาก ทั้งภาษีนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ภาษีบ้านหลังแรก ลดภาษีรถคันแรก ทำให้รัฐบาลสูญรายได้ไปหลายแสนล้านบาท และยังเป็นภาระงบประมาณอีกปีละหลายหมื่นล้านบาทในการดำเนินการตามที่ได้สัญญาไว้

ครั้นจะทำโครงการประชานิยมใหม่ ก็ทางตีบตัน เพราะเป็นที่รู้กันว่าคลังถังแตกอย่างหนัก

ลำพังโครงการรับจำนำข้าวแค่ประคองให้พ้นฤดูกาลผลิตนาปรัง 2556 ก็หืดจับ หนี้พอกหางหมูก้อนโต และยังมีการรับจำนำข้าวนาปีรอบใหม่ที่ต้องใช้เงินอีก 23 แสนล้านบาทยังมืดแปดด้านว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาอุด

การรับจำนำข้าวรอบใหม่ที่ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท คงไม่ได้เห็นอีกแล้ว ยิ่งส่งผลซ้ำให้กำลังซื้อของคนฐานรากหายไปอีกมาก

นี่คือภาวะวิกฤตที่คนไทยจะต้องเผชิญ

กำลังซื้อที่หดตัวอย่างแรง รายได้ลด ค่าครองชีพสูง หนี้สินมาก กำลังคุกคามมาถึงแล้ว

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล