posttoday
ปฏิวัติชนชั้นกลางปะทุถึงคราว ศก.เกิดใหม่ต้องปรับตัว

ปฏิวัติชนชั้นกลางปะทุถึงคราว ศก.เกิดใหม่ต้องปรับตัว

04 กรกฎาคม 2556

ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ความเคลื่อนไหวในต่างประเทศเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนจากทั่วโลก

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ความเคลื่อนไหวในต่างประเทศเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนจากทั่วโลก ก็คือเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นประท้วงขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่ในกลุ่มประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่” ไล่เรียงไปตั้งแต่ ตุรกี บราซิล และล่าสุดคือ อียิปต์ ซึ่งประชาชนนับล้านต่างออกมาแสดงพลังขับไล่รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 16 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน

แม้ว่าชนวนเหตุที่นำไปสู่การประท้วงขับไล่รัฐบาลในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไปตามบริบททางการเมืองของแต่ละประเทศ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือการประท้วงที่เกิดขึ้นทั้ง 3 แห่ง ล้วนเป็นการลุกฮือประท้วงที่นำโดยชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ที่ต่างก็กำลังรู้สึกว่าการบริหารงานรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคม และปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่เพิ่มมากขึ้น

เพราะถึงแม้ในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่าง ตุรกี บราซิล และอียิปต์ จะขยายตัวอย่างร้อนแรง จนมีส่วนสำคัญในการลดคนฐานะยากจน และขยายจำนวนชนชั้นกลางรุ่นใหม่ให้เพิ่มขึ้น ทว่าคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นกลับไม่สามารถเข้าถึง และรับประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ร้อนแรงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก

เนื่องจากผลประโยชน์และอภิสิทธิ์พิเศษทางเศรษฐกิจ มักตกอยู่ในมือของกลุ่มคนมีอำนาจและผู้มีเส้นสายกับกลุ่มคนอำนาจเดิม ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในสังคมมากกว่า ยืนยันได้จากกรณีของบราซิลที่แม้ว่าจะมีการว่างงานต่ำมากในปัจจุบัน ทว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมยังอยู่ในระดับที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

ผลสำรวจดัชนีความเหลื่อมล้ำในสังคม (Gini Coefficient) โดยซีไอเอเวิลด์แฟคบุ๊ค ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำของดินแดนเมล็ดกาแฟชื่อดัง อยู่ที่ 51.9 จุด (คะแนนยิ่งมากยิ่งเหลื่อมล้ำสูง) หรืออันดับที่ 17 ของโลก ขณะที่ตุรกี อยู่ที่ 40.2 จุด ที่อันดับ 58 ของโลก

ขณะเดียวกัน ผลจากการที่รัฐบาลและระบบการเมืองของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ขาดประสิทธิภาพ และยึดติดกับโครงสร้างเดิมๆ โดยเฉพาะระบบราชการที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ ก็ทำให้ไม่สามารถตอบรับการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความต้องการ และความคาดหวังของประชาชนคนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาขั้นพื้นฐานอย่างปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน ที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

ค่าครองชีพในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ที่พุ่งขึ้น สะท้อนออกมาจากระดับของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเงินเฟ้อของบราซิลและตุรกี ปัจจุบันอยู่สูงถึง 6.5% ขณะที่อียิปต์อยู่ที่ 8.2%

ขณะที่เว็บไซต์เอ็กซ์แพททิสแทน ระบุว่า อัตราค่าเช่าบ้านในนครริโอเดอจาเนโรและเซาเปาโลของบราซิล ได้เขยิบเข้าใกล้เคียงกับค่าเช่าบ้านในนครนิวยอร์กของสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ส่วนค่าครองชีพในนครอิสตันบูลของตุรกี ก็พุ่งทะยานแซงหน้านครเซี่ยงไฮ้ กรุงปักกิ่ง ของจีน และนครมุมไบของอินเดีย ขึ้นเป็นหนึ่งในเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไปแล้วในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องเผชิญกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่อย่างหนักในหลายปีที่ผ่านมา ก็ทำให้รายได้ของคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นมาตลอดหลายปีก็เริ่มหดหายลง ดังนั้นผู้คนจึงเริ่มหันพึ่งรัฐบาลมากขึ้น

ทว่าเมื่อหันมาพึ่งรัฐบาลแล้วก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งเป็นการเพิ่มภาระรัฐบาลในการดูแลด้านสวัสดิการมากขึ้น ซึ่งในที่สุดเมื่อรัฐบาลของกลุ่มประเทศเหล่านี้ต้องหันมาเผชิญกับภาวะความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ เพราะรายได้จากการส่งออกและขายสินค้าโภคภัณฑ์ได้ลดลงอย่างหนัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหันมาตัดลดงบประมาณนโยบายประชานิยมที่เคยใช้อุดหนุนจุนเจือช่วยลดรายจ่ายของประชาชนมานาน

ในที่สุดก็กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความเดือดดาลของชนชั้นกลางรุ่นใหม่เหล่านี้ให้ยิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีก เพราะการตัดลดนโยบายประชานิยมดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้วให้ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก ดังเห็นได้ชัดจากการที่บราซิลจะมีการขึ้นราคาค่าโดยสารรถประจำทาง ในนครเซาเปาโล ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นในหลายเมืองของบราซิล

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผสานปัจจัยและเหตุผลที่มาต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน จึงไม่แปลกที่กลุ่มคนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา และมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น จากการที่สามารถเข้าถึงสื่อและข้อมูลยุคใหม่ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านทางโซลเชียลเน็ตเวิร์ก จึงกล้าลุกขึ้นมาท้าทายระบบการเมืองแบบเดิมมากขึ้น ซึ่ง ฟรานซิส ฟูกูยามะ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชื่อดัง จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ถึงกับขนานนามว่าแนวโน้มดังกล่าวกำลังจะนำไปสู่ “การปฏิวัติชนชั้นกลาง” ขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาด้านค่านิยมคนทั่วโลก ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนจากสหรัฐ ที่ระบุว่า เมื่อคนมีการศึกษามากขึ้น ผู้คนเหล่านั้นก็จะเริ่มตระหนักถึงความตื่นตัวทางการเมือง สิทธิเสรีภาพ และทางเลือกอื่นๆ มากขึ้น

“ผู้ที่มีการศึกษาสูงขึ้น โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษามีแนวโน้มที่จะตื่นตัวกับเหตุการณ์และความเป็นไปของอีกมุมหนึ่งของโลก และเชื่อมต่อกับชาวต่างชาติโดยผ่านการติดต่อกันทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างโซเชียลมีเดีย” ผลการศึกษาด้านค่านิยมคนทั่วโลกของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุ

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) จะออกมาเตือนประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก ให้รีบนำกรณีตัวอย่างการลุกฮือขึ้นประท้วงของชนชั้นกลางที่เกิดขึ้นในตุรกีและบราซิล มาเป็นบทเรียนในการปรับปรุงนโยบายด้านสวัสดิการสังคมมากขึ้น

เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบดังกล่าวน้อยมาก จนทำให้เกิดปัญหาเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีเพียงแค่ 4 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มองโกเลีย อุซเบกิสถาน เท่านั้น จากทั้งหมด 35 ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีการจัดงบสำหรับการดูแลด้านสวัสดิการสังคมสูงกว่า 5% ของจีดีพีในประเทศ ขณะที่อีก 31 ประเทศมีการจัดงบดังกล่าวในจำนวนที่น้อยกว่านั้น

“รัฐบาลหลายประเทศใช้จ่ายงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมน้อยเกินไป และนี่กำลังเป็นปัญหา เพราะกำลังทำให้เกิดภาวะความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น” บาร์ทเล็ท เอเดส ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอบีดี กล่าว พร้อมเสริมว่า ถ้ายังปล่อยให้ปัญหานี้เป็นอยู่ต่อไป โอกาสที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมก็จะยิ่งสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ นี่จึงเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ประเทศอื่นๆ ที่จะต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อหันมาทบทวนและตอบสนองความต้องการทางพื้นที่การแสดงออกซึ่งข้อเรียกร้องทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่มากขึ้นของกลุ่มชนชั้นกลางรุ่นใหม่ให้ได้ เนื่องจากระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบเก่าไม่สามารถตอบโจทย์ของคนรุ่นใหม่ๆ ได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท