posttoday
เมกะเทรนด์ที่ 4 : สังคมผู้สูงอายุ อนาคตที่มาแน่

เมกะเทรนด์ที่ 4 : สังคมผู้สูงอายุ อนาคตที่มาแน่

03 กรกฎาคม 2556

เราพูดกันถึงเมกะเทรนด์ หรือแนวโน้มใหญ่ๆ ในอนาคตที่จะขึ้นกับประเทศไทยไปแล้ว 3 ตัวด้วยกัน คือ เมกะเทรนด์ตัวที่ 1 : ธุรกิจ 3G (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2556) เมกะเทรนด์ตัวที่ 2 : ทีวีดิจิตอล (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2556) และเมกะเทรนด์ตัวที่ 3 : ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน 2556)

เราพูดกันถึงเมกะเทรนด์ หรือแนวโน้มใหญ่ๆ ในอนาคตที่จะขึ้นกับประเทศไทยไปแล้ว 3 ตัวด้วยกัน คือ เมกะเทรนด์ตัวที่ 1 : ธุรกิจ 3G (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2556) เมกะเทรนด์ตัวที่ 2 : ทีวีดิจิตอล (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2556) และเมกะเทรนด์ตัวที่ 3 : ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน 2556)

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องเมกะเทรนด์ตัวที่ 4 นั่นคือ “สังคมผู้สูงอายุ” อนาคต...ที่มาแน่

คุณผู้อ่าน...เคยคิดไหมครับว่า การที่มนุษย์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะสาขาการแพทย์และสาธารณสุข ได้ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดลง และส่งผลให้สัดส่วนของผู้สูงอายุมากขึ้นตามลำดับ

แต่เรื่องราวดังกล่าวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น มันยังได้ก่อให้เกิดปัญหา “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) ซึ่งได้ก่อให้เกิด “ปัญหา” และ “โอกาส” ตามมาอีกมากมาย... โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งผมอยากจะเกริ่นให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

หนึ่ง อะไร? เป็นตัววัดว่าประเทศกำลังเข้าสู่...สังคมผู้สูงอายุ

องค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) ได้กำหนดคำนิยามเกี่ยวกับประเทศที่กำลังเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุไว้ว่า เมื่อประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกิน 10% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกิน 7% ให้ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)

นอกจากนั้น สหประชาชาติยังได้ให้คำนิยามอีกคำหนึ่งด้วยนั่นคือ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged Society) หมายถึง ประเทศได้เข้าสู่การเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ไว้ว่า เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกิน 20% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกิน 14%

สอง โลกใบนี้...กำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ”

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อการเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น โดยมีการประมาณการประชากรโลกว่า

ในปี 2551 โลกจะมีประชากรรวมประมาณ 6,705 ล้านคน

ในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 8,000 ล้านคน

ในปี 2593 จะยิ่งมีจำนวนประชากรในโลกใบนี้เพิ่มขึ้นเป็น 9,352 ล้านคน

ในจำนวนนี้อินเดียจะแซงหน้าจีนขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยจำนวนประชากร 1,755.2 ล้านคน ในปี 2593 เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่ 52.7% ในขณะที่ประชากรของจีนจะเพิ่มเพียง 8.5% เป็น 1,437 ล้านคน สัดส่วนของประชากรโลกที่มีอายุระหว่าง 014 ปี จะลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 28.3% ในปี 2548 เป็น 20.4% ในปี 2588

ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจาก 10.3% ในปี 2548 เป็น 20.4% ในปี 2588 และสัดส่วนของผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจาก 7.3% ในปี 2548 เป็น 14.3% ในปี 2588 แสดงว่าโลกนี้ทั้งใบ...จะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในเวลาไม่ถึง 40 ปีเท่านั้น

ขณะที่กลุ่มประเทศที่เป็นคลื่นระลอกแรกของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว จะใช้เวลาค่อนข้างนาน เช่น ฝรั่งเศสใช้เวลา 115 ปี สวีเดน 85 ปี ออสเตรเลีย 73 ปี สหรัฐอเมริกา 69 ปี เป็นต้น ทำให้มีเวลาปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ

ขณะที่กลุ่มประเทศที่เป็นคลื่นระลอกที่สอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ใช้เวลาสั้นกว่ามาก เช่น ชิลี 27 ปี จีน 26 ปี ไทย 22 ปี บราซิล 21 ปี และสิงคโปร์ 19 ปี เป็นต้น ทำให้มีเวลาเตรียมตัวน้อย

สาม ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว

ปัจจุบันพบว่าประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ปี 2547 และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2567 ในปี 2553 พบว่าจากจำนวนประชากร 67.4 ล้านคน มีผู้สูงอายุสูงถึง 8.01 ล้านคน คิดเป็น 11.9% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การเป็นผู้สูงอายุจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ของท่านเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่ลดลงหรือขาดหายไปเพราะต้องหยุดทำงาน การปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่กับลูกหลาน ครอบครัว และสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข หรือการต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งมีแต่จะเสื่อมถอยไปตามวัย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าประชากรของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 70.65 ล้านคน ในปี 2568 และจะค่อยๆ ลดลง (Depopulation) เป็น 70.63 ล้านคน ในปี 2573 จำนวนประชากรวัยเด็ก (อายุ 014 ปี) จะลดลงอย่างสม่ำเสมอจาก 15.95 ล้านคน ในปี 2533 เหลือเพียง 9.54 ล้านคน ในปี 2573 ขณะที่ประชากรวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มขึ้นจาก 4.02 ล้านคน เป็น 17.74 ล้านคน ในช่วงเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรดังกล่าว ทำให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง หรือภาระโดยรวมที่ประชากรวัยทำงานจะต้องเลี้ยงดูประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยที่ยังมิได้คำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูซึ่งสูงขึ้นตามอายุ อัตราส่วนภาระพึ่งพิงของประชากรวัยเด็กลดลงจาก 46.11% ในปี 2533 เหลือ 21.99% ในปี 2573 ขณะที่อัตราส่วนภาระพึ่งพิงของประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 11.61% ในปี 2533 เป็น 40.93% ในปี 2573

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อีกไม่ถึง 20 ปีนับจากนี้ “การดูแลคนแก่” จะเป็นภาระที่หนักหน่วงของสังคมไทย และถ้าหากตัวเลขดังกล่าวเป็นความจริง นั่นหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายสำหรับ “คนแก่” จะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 4 เท่าของที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ดังนั้น ทุกคนจึงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่ประเทศไทยได้เข้าสู่... “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว ทำให้นึกถึงคำพูดของ จูดิ เดนช์ (Judi Dench) นักแสดงประกอบที่รับบทเป็น “เอ็ม” หญิงเหล็กที่เป็นเจ้านายของเจมส์ บอนด์ ในหลายภาคๆ

เธอกล่าวไว้ว่า “Anything that we can do to improve the lives of elderly people is welcome so far as I am concerned.” แปลตามได้ว่า “อะไรก็ตามที่เราสามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ หากดิฉันช่วยได้...ดิฉันก็จะทำ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท