
ความจริงเรื่องตระกูล ส.
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา “ตระกูล ส.” ในระบบสุขภาพตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพวก “ลัทธิประเวศ” และเป็นปฏิปักษ์กับ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งต่อมาหน่วยงานเหล่านี้ก็ถูกผู้มีอำนาจโดยเฉพาะในรัฐบาลนี้ไล่ “เช็กบิล” อย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดเหตุการณ์หลายอย่าง ได้แก่ การล้มบอร์ดเดิมของ “สวรส.” ยกชุด “การยึดบอร์ด” และการแทรกแซงการแต่งตั้งรองเลขาธิการ “สปสช.” และล่าสุดคือการปลด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นต้น จึงมีคำถามว่าองค์กรตระกูล ส. เหล่านี้ เป็นใครมาจากไหน มีบทบาทอะไร ทำไมจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีและไล่เช็กบิลอยู่ในเวลานี้
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา “ตระกูล ส.” ในระบบสุขภาพตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพวก “ลัทธิประเวศ” และเป็นปฏิปักษ์กับ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งต่อมาหน่วยงานเหล่านี้ก็ถูกผู้มีอำนาจโดยเฉพาะในรัฐบาลนี้ไล่ “เช็กบิล” อย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดเหตุการณ์หลายอย่าง ได้แก่ การล้มบอร์ดเดิมของ “สวรส.” ยกชุด “การยึดบอร์ด” และการแทรกแซงการแต่งตั้งรองเลขาธิการ “สปสช.” และล่าสุดคือการปลด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นต้น จึงมีคำถามว่าองค์กรตระกูล ส. เหล่านี้ เป็นใครมาจากไหน มีบทบาทอะไร ทำไมจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีและไล่เช็กบิลอยู่ในเวลานี้
ก่อนอื่นคงต้องทำความรู้จักกับองค์กรตระกูล ส. เพื่อเป็นพื้นฐาน องค์กรเหล่านี้คือ หน่วยงานของรัฐที่ “แตกหน่อ” และ “แยกตัว” ออกไปจากกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) เป็นต้น หน่วยงานเหล่านี้ทำงานด้านสุขภาพทั้งสิ้น ทำไมจึงต้องแยกตัวออกไปจากกระทรวงสาธารณสุข
เหตุผลสำคัญที่ต้องแยกตัวออกไปจากกระทรวงสาธารณสุข ก็เพื่อให้สามารถทำงานด้านสุขภาพเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนได้ตามเป้าหมายอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะโดยสภาพของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นหน่วยงาน “ราชการ” ทำให้มีข้อจำกัดในตัวเองมากมาย ขณะที่ภารกิจงานด้านสุขภาพขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ และจำเป็นต้องมีการพัฒนาทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เป็นไปตามทฤษฎีรัฐศาสตร์ของ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่เคยวิเคราะห์ไว้อย่างชัดเจนว่า สภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไป สถานการณ์และปัญหาต่างๆ เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หลังระบอบสังคมนิยมล่มสลาย นับตั้งแต่การทำลายกำแพงเบอร์ลิน เมื่อ พ.ศ. 2532 หน่วยงานของรัฐที่เดิมมีแต่ “ส่วนราชการ” และ “รัฐวิสาหกิจ” เป็นหลัก ไม่พอเพียงที่จะตอบสนองภารกิจภาครัฐได้ จำเป็นต้องมีหน่วยงานรูปแบบใหม่ๆ ขึ้น เช่น หน่วยงานอิสระต่างๆ
ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2485 ก็ได้ทำภารกิจสำคัญๆ สำเร็จ เช่น การสร้างโรงพยาบาลจังหวัดจนครอบคลุมทุกจังหวัดตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการปฏิรูปครั้งสำคัญ เมื่อ พ.ศ. 2518 รวมงานด้านการรักษาพยาบาลและการป้องกันโรคเข้าด้วยกัน สร้างเอกภาพทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคขึ้นสำเร็จ ต่อมามีการสร้างโรงพยาบาลขึ้นจนครบทุกอำเภอ และสถานีอนามัยครบทุกตำบลในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 และ 6 พ.ศ. 2525-2534 ตลอดระยะเวลาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2519-2524 กระทรวงสาธารณสุขมีชื่อเสียงว่าเป็นกระทรวงที่มีแผนพัฒนาเข้มแข็งที่สุด และสามารถดำเนินการตามแผนจนบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โรคติดเชื้อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนลดลงอย่างชัดเจน โรคขาดอาหารก็เช่นกัน งานวางแผนครอบครัวก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม ระบบบริการก็ครอบคลุมทั่วถึงทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมดีขึ้น
นอกจากการทำงานอย่างมีแผน มีระบบ และมีการพัฒนาเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับโลก เช่น องค์การอนามัยโลก อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของกระทรวงสาธารณสุข คือ ระบบคุณธรรม (Merit System) ที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในฝ่ายข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และอธิบดีต่างๆ นอกจากมีความรู้ความสามารถแล้วยังมี “ศักดิ์ศรี” และบารมีให้ฝ่ายการเมืองเกรงใจ โดยฝ่ายการเมืองที่มาบริหารกระทรวงนี้ หลายท่านตั้งใจสร้างชื่อเสียงและผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ เช่น พระบำราศนราดูร นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ชวน หลีกภัย มารุต บุนนาค เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กร ทัพพะรังสี เป็นต้น
กระทรวงสาธารณสุข เริ่มส่อสัญญาณ “เสื่อม” เมื่อเริ่มทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ที่ผู้บริหารในฝ่ายประจำ เริ่มระบบ “เจ้าขุนมูลนาย” และการทุจริตคอร์รัปชั่นในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ราคาแพง ทำให้ “ภูมิคุ้มกัน” ในฝ่ายข้าราชการประจำเสื่อมทรุดลง เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเริ่มใช้อำนาจแทรกแซงได้ จนเกิดกรณีฝ่ายการเมืองเรียกเลขาธิการ อย. เข้าไปพบ เปรยว่า วันหนึ่งๆ ต้องใช้เงินราวสองแสน “จะทำอะไรก็ทำซะ” และต่อมาก็มีการโยกย้ายเลขาธิการ อย. ไปเป็นผู้ตรวจราชการ และย้ายอธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อไปเป็นรองปลัดกระทรวง เพราะไม่ตอบสนองการจัดซื้อสารกำจัดลูกน้ำยุงลาย (Lavicost)
ช่วงนั้น “ระบบคุณธรรม” ของฝ่ายข้าราชการประจำในหลายส่วนยังมีความเข้มแข็งพอสมควร จึงเกิดการประท้วงอย่างรุนแรง จนทำให้มีการปรับ ครม. เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุข ทำให้เลขาธิการ อย. และอธิบดีที่ถูกสั่งย้าย ได้กลับสู่ตำแหน่งเดิม
รัฐมนตรีที่ใช้อำนาจย้ายเลขาธิการ อย. และอธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อ ยังแสดงอำนาจบาตรใหญ่ “ยุบ” สำนักงานคณะกรรมการระบาดวิทยาแห่งชาติ ซึ่งออกข่าว “กระทบ” กระทรวงสาธารณสุขด้วย สำนักงานระบาดวิทยาแห่งชาติ ก่อตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เพื่อสนับสนุนงานระบาดวิทยาของกระทรวงสาธารณสุขให้เข้มแข็ง แต่นักการเมืองผู้นั้นมองไม่เห็นความสำคัญ มองแต่ว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้อำนาจ
สถานการณ์ช่วงนั้นส่อสัญญาณชัดเจนว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังจะกลายสภาพเป็นกระทรวงสาธารณทุกข์แล้ว จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงถึงขั้น “ปฏิรูป”







