
ชนชั้นกลางลุกฮือ
นิวยอร์กไทมส์เปิดเผยบทแสดงความเห็นของ บิล เคลเลอร์ คอลัมนิสต์ประจำ เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงในตุรกีและบราซิล ว่า สะท้อนให้เห็นถึงการชุมนุมรูปแบบใหม่ที่ต่างจากช่วง “อาหรับ สปริง” โดยเป็นการชุมนุมของกลุ่มชนชั้นกลางที่ต่างเบื่อหน่ายกับความล้มเหลวและอำนาจเด็ดขาดของรัฐบาล
นิวยอร์กไทมส์เปิดเผยบทแสดงความเห็นของ บิล เคลเลอร์ คอลัมนิสต์ประจำ เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงในตุรกีและบราซิล ว่า สะท้อนให้เห็นถึงการชุมนุมรูปแบบใหม่ที่ต่างจากช่วง “อาหรับ สปริง” โดยเป็นการชุมนุมของกลุ่มชนชั้นกลางที่ต่างเบื่อหน่ายกับความล้มเหลวและอำนาจเด็ดขาดของรัฐบาล
“สิ่งที่ปรากฏในตุรกีและบราซิลต่างจากเหตุการณ์อาหรับ สปริง อย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ชุมนุมนั้นไม่ใช่กลุ่มคนยากจน แต่เป็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา ไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐเหมือนรุ่นพ่อแม่ คนกลุ่มนี้ต้องการความเคารพและสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆ” เคลเลอร์ ระบุ
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังชี้ให้เห็นอีกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ไม่ฝักใฝ่กลุ่มการเมืองใดๆ และมักจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้ระบบและไร้ซึ่งผู้นำกลุ่ม
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตุรกี คือ นอกจากจะเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) แล้ว ตุรกียังถูกมองว่าเป็นสะพานเชื่อมโลกตะวันตกกับโลกอิสลาม ดังนั้นอนาคตของตุรกีจึงมีความสำคัญต่อโลกไม่น้อย
“ที่ผ่านมา สหรัฐสนับสนุนนายกรัฐมนตรีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดแกน ในฐานะผู้นำมุสลิมนักปฏิรูป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตุรกีกลับมีสถิติการกดขี่ประชาชนและการลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่น่ากลัวมาก เห็นได้จากจำนวนนักข่าวที่ถูกคุมขังในประเทศ ซึ่งสูงที่สุดในโลก” รายงาน ระบุ
ทั้งนี้ เหตุชุมนุมประท้วงในตุรกีมีต้นตอมาจากการคัดค้านแผนก่อสร้างห้างสรรพสินค้าบริเวณสวนสาธารณะเกซี ใกล้กับจัตุรัสทัคซิม ซึ่งนับเป็นพื้นที่ชุมนุมสำคัญของประชาชน







